Blog

          วิทยาการและเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นจุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและยังคงมีบทบาทสำคัญในวงกว้างทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงนั้น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถือเป็นความละเอียดอ่อนทั้งในแง่ยุทธศาสตร์และด้านพลังงาน การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านพลเรือนจึงจำเป็นที่จะต้องมีกลไกกำกับดูแลอย่างรัดกุมในระดับชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ประโยชน์เป็นไปในทางสันติ มีการดำเนินการที่ปลอดภัย และมีการพิทักษ์วัสดุนิวเคลียร์อย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับข้อตกลงและมาตรฐานสากล เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

          ด้วยเหตุดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2504 จึงมีการจัดตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ชื่อในขณะนั้น) เพื่อปฏิบัติงานเลขานุการในคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในการกำกับดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์และรังสี เป็นองค์กรที่ต้องมีสมรรถนะ ในการวิเคราะห์ประเมินความปลอดภัย มีกระบวนการอนุญาตให้ครอบครองหรือใช้งาน ตลอดถึงการตรวจสอบติดตาม บังคับใช้ ตลอดถึงการเฝ้าระวังภัย เตรียมพร้อม และรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านวิชาการทางนิวเคลียร์และรังสีเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแล รวมทั้งบุคลากรและเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อให้การดำเนินการพันธกรณีและความตกลงระหว่างประเทศด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสีเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เหล่านี้ ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันที่เอื้อความสะดวกในการสื่อสารและจัดเก็บบันทึกต่างๆ

          ในยุคที่โลกได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โครงสร้างรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนงาน การบริการ และกิจกกรมทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและภาคส่วนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล จึงมีความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๐  และประกาศใช้เป็น “แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๕)” สำหรับเป็นแผนแม่บทหลักในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อันมีหน่วยงานภาครัฐเป็นกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

          สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้เริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงานต่างๆ ขององค์กร เพื่อตอบสนองต่อบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ทันต่อสถานการณ์ และเพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐบาล ปส. ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัล ระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ให้กับทุกหน่วยงานภายใต้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งด้านการพัฒนาระบบงาน ระบบรักษาความปลอดภัย และเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการภายในสำนักงาน ให้เกิดความปลอดภัย คล่องตัว รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ

วิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

           สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นองค์กรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนภารกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนองตอบต่อผู้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (SMART OAP)

พันธกิจด้านดิจิทัลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

  1. พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริการต่อผู้รับบริการของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
  2. พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  3. บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
  4. พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความสามารถในการพัฒนาและใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

         ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดิจิทัล ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2561 - 2565) ของ ปส. ได้มีการกำหนดแผนที่นำทางในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้แนวทางการพัฒนาด้าน DE ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการดิจิทัลกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระดับประเทศ และโมเดลไทยแลนด์ 4.0 ในระยะข้างหน้าระหว่าง พ.ศ. 2561 - 2565 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ กล่าวคือ ระยะที่ 1 : 2561 - 2562 ระยะที่ 2 : 2563 - 2564 และระยะที่ 3 : 2565 โดยมีปัจจัยหรือข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องในการกำหนดวาระการพัฒนาให้เหมาะสมตามระยะเวลา ดังต่อไปนี้

แผนปฏิบัติการดิจิทัลระยะ 5 ปี พ.ศ. 2561 - 2565 ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ระยะที่ 1

บูรณาการข้อมูลและระบบ DE ปี 2561 - 2562

ระยะที่ 2

บริการอิเล็กทรอนิกส์สู่มาตรฐานสากล ปี 2563 - 2564

ระยะที่ 3

ก้าวสู่ยุคดิจิทัลด้วยความยั่งยืน ปี 2565

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะที่ 1
  • บริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบการสื่อสารข้อมูล (Infrastructure : Back Office, Network (Internet, Intranet)) ระยะที่ 1
  • การยกระดับงานบริการสู่ระบบ e-Service และ One Stop Service ระยะที่ 1
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระยะที่ 2
  • บริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบการสื่อสารข้อมูล (Infrastructure : Back Office, Network (Internet, Intranet)) ระยะที่ 2
  • บูรณาการข้อมูลให้เป็นเอกภาพและมาตรฐาน
  • e-Service ผ่าน Mobile
  • One Stop Service ระยะที่ 2
  • ปรับสู่ระบบบริการ Back Office ผ่าน Mobile
  • ปรับสู่โครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ระยะที่ 1
  • ปรับนโยบายแนวทางสู่กระบวนการดิจิทัลระยะที่ 2
  • พัฒนาบุคลากรสู่แนวทางดิจิทัลระยะที่ 1
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยสมบูรณ์แบบ
  • บริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบการสื่อสารข้อมูล (Infrastructure : Back Office, Network (Internet, Intranet)) ระยะที่ 3
  • ปรับปรุงและจัดทำแผนดิจิทัลใหม่
  • บูรณาการข้อมูลโดยสมบูรณ์แบบ
  • One Stop Service ระยะที่ 3
  • ปรับสู่โครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ระยะที่ 2
  • ปรับนโยบายแนวทางพร้อมสู่กระบวนการดิจิทัล
  • พัฒนาบุคลากรสู่แนวทางดิจิทัลโดยสมบูรณ์

หมายเหตุ กรอบการดำเนินงานตามแผนที่นำทาง (Roadmap) เพื่อการพัฒนาด้าน ICT ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นกรอบที่ตั้งไว้เพื่อสร้างความพร้อมในการพัฒนาด้าน DE ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้สามารถรองรับเป้าหมายรายทางที่ตั้งไว้

          ด้วย ปส. มีพันธกิจที่สำคัญในการการกำกับดูแลความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์และรังสีกระบวนการอนุญาตทางนิวเคลียร์และรังสี จึงถือเป็นกระบวนการที่เป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งในการกำกับดูแล โดย พระราชบัญญัติ พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดให้ผู้ประสงค์จะผลิต มีไว้ในครอบครอง นำเข้า ส่งออก หรือใช้วัสดุกัมมันตรังสี วัสดุนิวเคลียร์  ตลอดถึงผู้ต้องการจะจัดตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ต้องได้รับใบอนุญาตจากเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานของรัฐ ปส. ตระหนักในความสำคัญที่จะต้องปรับปรุงกระบวนการอนุญาตดังกล่าวไปสู่การเป็นระบบออนไลน์ที่มีความทันสมัย ลดและนำไปสู่การเลิกการใช้กระดาษ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนิติบุคคลผู้รับบริการหรืออนุญาต นอกจากนี้แล้ว ปส. ยังได้เร่งพัฒนาระบบโครงสร้างต่างๆ เพื่อตรวจสอบติดตามและเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์และรังสีโดยใช้เทคโนโลดิจิทัล และมีระบบ E-Service ต่างๆ เพื่อให้บริการแก่ภาคสังคม ตลอดถึงเป็นเวทีในการสร้างเครือข่ายด้านนิวเคลียร์และรังสีที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับสากล เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ โดยโครงการด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการทำงานของ ปส. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2561 - 2565) แสดงได้ดังนี้

3.jpg

ภาพที่ 1 ผังความเชื่อมโยงโครงการด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการทำงานของ ปส.

 

 

 

2.jpg

ภาพที่ 2 ภาพรวมกระบวนงานดิจิทัลของ ปส.

          ในการพัฒนาระบบดิจิทัล ปส. ตามแนวทางแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดย ปส. จะดำเนินการให้กระบวนการอนุญาตต่างๆ เป็นระบบออนไลน์ ที่มีความสะดวกในการใช้งาน และลดการใช้หลักฐานทางราชการที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป โดย ปส. ได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น กรมศุลกากร กรมการปกครอง และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น เพื่อบูรณาการข้อมูลดิจิทัล อันจะทำให้สามารถยกเลิกการใช้กระดาษซึ่งเคยเป็นหลักฐานทางราชการที่ต้องใช้

          นอกจากภารกิจหลักดังกล่าว การเผยแพร่ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้แก่ประชาชนทั่วไป เป็นอีกภารกิจของ ปส. ที่ต้องมีการสื่อสารในทุกระดับ โดย ปส. มีความพร้อมในการเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ พัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับมีข้อมูลและข้อเท็จจริงสนับสนุน ทั้งในการปฏิบัติงาน ตัดสินใจ และกำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของประเทศ

          หาก ปส. ดำเนินการตามกรอบการดำเนินงานตามแผนที่นำทาง (Roadmap) และเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างต่างๆ เพื่อการพัฒนาด้าน ICT จะส่งผลให้ ปส. สามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และมีความพร้อมในการเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ พัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยเฉพาะในด้านด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับมีข้อมูลและข้อเท็จจริงสนับสนุน ทั้งในการปฏิบัติงาน ตัดสินใจ และกำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของประเทศ

 

Search