2 resize

           

12 กุมภาพันธ์ 2561 ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ Mr. Yukiya Amano ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมเปิดประชุมโครงการทำหมันยุงลายระดับภูมิภาค ณ โรงแรมรามาดา พลาซ่า บางกอก แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เตรียมยกระดับไทยเป็นศูนย์ฝึกอบรมและผลิตยุงลายที่เป็นหมัน พร้อมหารือแนวทางกำกับดูแลการใช้รังสีที่ก่อให้เกิดไอออนทุกประเภทในไทย

          ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการระดับภูมิภาค RAS5082: “Managing and Controlling Aedes Vector Populations Using the Sterile Insect Technique”  เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดจำนวนยุงลายบ้านที่เป็นพาหะนำโรคในพื้นที่นำร่อง ซึ่งมีศักยภาพในการขยายผลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในภาพรวมของประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน

          ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ Mr.Yukiya Amano พร้อมด้วย ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดลและคณะ เข้าร่วมประชุมทวิภาคีเพื่อหารือประเด็นสำคัญด้านนิวเคลียร์และรังสีของไทย ดังนี้

         1. การยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์การฝึกอบรมและผลิตยุงลายหมัน (Regional Training Center and Mass-Rearing Facility) ของภูมิภาค ซึ่ง IAEA กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาสนับสนุนเงินทุนจำนวน 1 ล้านยูโร ให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียนในการจัดตั้งศูนย์ผลิตยุงลายหมัน และประเทศไทยมีความพร้อมทางด้านวิชาการที่จะเป็นสถานที่จัดตั้งศูนย์ผลิตยุงลายหมัน

         2. การพัฒนาความร่วมมือในลักษณะไตรภาคี (Trilateral Agreement) ระหว่าง IAEA และประเทศไทยในฐานะผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และประเทศที่สามในฐานะผู้รับเทคโนโลยี กล่าวคือ IAEA ส่งเสริมให้ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาที่เคยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการกับ IAEA เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยโดย ปส. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดความรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการตรวจวัดกัมมันตรังสีและระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมของ สปป.ลาว ในปี พ.ศ. 2560 และมีแผนการดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันกับประเทศกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2561 และทาง IAEA มีความยินดีอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยได้ริเริ่มดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่างชัดเจน และมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือประเทศอื่นได้

         3.  จากการบังคับใช้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นภาคีพันธรกรณีขององค์การระหว่างประเทศได้ทั้งหมด 6 ฉบับ ได้แก่
                 - พิธีสารเพิ่มเติมแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการพิทักษ์ความปลอดภัยวัสดุนิวเคลียร์ (AP)
                 - สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT)
                 - อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และที่แก้ไขเพิ่มเติม (CPPNM and its Amendment)
                 - อนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (CNS)
                 - อนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยในการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและความปลอดภัยในการจัดการกากกัมมันตรังสี (RADW)
                 - อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (ICSANT)
               ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้แจ้งว่าประเทศไทยได้แจ้ง IAEA ให้ AP มีผลบังคับใช้ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ และอยู่ในระหว่างการดำเนินการให้สนธิสัญญา และพันธกรณีอื่นๆ ข้างต้นมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยโดยเร็ว

            4. ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้ยกประเด็นปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และความไม่เห็นด้วยในการกำกับดูแลการใช้ประโยชน์จากรังสีที่ก่อให้เกิดไอออน ซึ่ง Mr. Yukiya Amano ได้แสดงความคิดเห็นบนหลักการของ IAEA ว่า ประเทศควรต้องมีกระบวนการกำกับดูแลการใช้รังสีที่ก่อให้เกิดไอออนทุกประเภท และดำเนินการโดยองค์กรที่มีความเป็นอิสระจากการเป็นผู้ใช้งาน หรือผู้สนับสนุนการใช้งาน และเสนอแนะว่า ประเทศไทยสามารถร้องขอผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ในการสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาท หน้าที่ของผู้ใช้งานและผู้กำกับดูแลในประเทศไทย

6 resize

13 resize

4 resize

1 resize

ข่าวโดย กลุ่มส่งเสริมฝึกอบรมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โทรศัพท์ 0 2596 7600  ต่อ  1123 – 1127

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เลขที่ 16 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2596-7600
Copyright © 2016 Office of Atoms for Peace, Thailand. All Rights Reserved.
ติดต่อผู้ดูแลระบบ โทร 0-2596-7600 ต่อ 2214,2215 itc@oap.go.th

Search