การบรรยายของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ในหัวข้อ “Nuclear Energy Frontier Technology” ณ สถาบันวิทยาการพลังงาน ในฐานะอาจารย์พิเศษ ในวันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 13.00-15.00 น. ได้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมตั้งแต่ทิศทางระดับโลก ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ นโยบายระดับชาติ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการสื่อสาร โดยสามารถสรุปรายละเอียดเชิงลึกได้ดังนี้ครับ
1. ทิศทางระดับโลกและเหตุผลที่ต้องขับเคลื่อนเทคโนโลยี SMR
แนวโน้มโลก: เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังเป็นทิศทางพลังงานแห่งอนาคต ยกตัวอย่างประเทศอิตาลีที่ได้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อวางรากฐานการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ในรอบ 40 ปี โดยมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยี SMR
ประสิทธิภาพสูง: เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (ยูเรเนียม-235 ปริมาณ 3%) 1 กิโลกรัม สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 300,000 หน่วย (kWh) ซึ่งสูงกว่าการใช้ถ่านหิน (3 kWh/kg) และก๊าซธรรมชาติ (6 kWh/kg) อย่างมหาศาล
ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดกระบวนการผลิตต่ำมาก (เพียง 6 กรัม/หน่วยไฟฟ้า) ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050
2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างบูรณาการ
เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีประโยชน์แค่การผลิตไฟฟ้า แต่ยังครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่
การแพทย์: ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค (เช่น เครื่อง PET, SPECT) การรักษาด้วยรังสี และก้าวไปสู่การแพทย์แม่นยำแบบเฉพาะบุคคล (Theranostics)
การเกษตรและอาหาร: ใช้ฉายรังสีเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช ควบคุมแมลงศัตรูพืช ถนอมอาหาร และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและดิน
อุตสาหกรรม: ใช้ตรวจสอบรอยร้าวของวัสดุโดยไม่ทำลาย (NDT) วัดความหนาแน่นในกระบวนการผลิต และใช้สารรังสีติดตามในระบบ
สิ่งแวดล้อมและอวกาศ: ใช้จัดการปัญหาขยะพลาสติก บำบัดน้ำเสีย เป็นแหล่งพลังงานในภารกิจสำรวจอวกาศ และขับเคลื่อนเรือดำน้ำหรือเรือรบเพื่อความมั่นคง
3. แผนการพัฒนา SMR ในระบบไฟฟ้าของไทย (ตามร่าง PDP 2026)
บทบาทของ SMR: ถูกกำหนดให้เป็นพลังงานฐานคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Baseload) ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยี AI
ระยะการพัฒนา 3 ระยะ:
ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2569-2580): เตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและการยอมรับ เริ่มต้นกำลังผลิต 300 MW
ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2581-2593): ขยายกำลังผลิตเพิ่มอีก 8,700 MW กระจายไปยัง 5 ภูมิภาค
ระยะที่ 3 (ปี 2593 เป็นต้นไป): มีกำลังผลิตรวม 9,000 MW
การเปลี่ยนผ่าน (Coal-to-Nuclear: C2N): มีแนวทางการเปลี่ยนพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมให้เป็นโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ 15-35% และสามารถรักษางานให้บุคลากรเดิมได้ถึงร้อยละ 80
4. โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และการกำกับดูแล
นโยบายการกำกับดูแล 6 ระบบสำคัญ: ครอบคลุมการกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามมาตรฐาน IAEA ภายใต้หลัก 3S (Safety, Security, Safeguards), การเตรียมพร้อมเหตุฉุกเฉิน, กฎหมายที่ชัดเจน, การจัดการกากกัมมันตรังสี, การพัฒนาบุคลากร และการวิจัยนวัตกรรม
การประเมินความพร้อม 19 ประเด็น: ประเทศไทยมีความพร้อมแล้วใน 10 ประเด็น (สีเขียว) เช่น กรอบกฎหมายและความปลอดภัย แต่มี 6 ประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่ม (สีเหลือง) เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน และอีก 3 ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ (สีแดง) ได้แก่ นโยบายระดับชาติ การบริหารจัดการ และการจัดหาเงินทุน
กฎหมายและการขออนุญาต: รัฐกำลังจัดทำร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ เพื่อสร้างหลักประกันที่เป็นธรรม พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์จัดการร่วม (One Stop Service)” เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการประสานงานขอใบอนุญาตจากหน่วยงานกว่า 40 แห่ง
เกณฑ์การเลือกที่ตั้ง SMR: หน่วยงานกำกับดูแลจะพิจารณาจาก 5 ด้าน คือ ความเหมาะสมต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การยอมรับของสังคม และความสอดคล้องกับกฎหมาย
5. ความปลอดภัย การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และแผนฉุกเฉิน
การเฝ้าระวังก่อนดำเนินการ: ก่อนสร้างโรงไฟฟ้า ต้องมีการตรวจวัดข้อมูลพื้นฐานด้านรังสีสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ อากาศ อาหาร) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินผลกระทบในอนาคต
เครือข่ายระดับชาติ: ปัจจุบันไทยมีเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีแบบ Real-Time ตลอด 24 ชั่วโมง จำนวน 23 สถานี แบ่งเป็นสถานีในอากาศ 21 แห่ง และในน้ำ 2 แห่ง
ความพร้อมด้านฉุกเฉิน: มีการเตรียมเครื่องมือภาคสนาม โดรน รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ และมีการจัดทำระบบบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน พร้อมฝึกซ้อมแผนร่วมกับเครือข่ายอาเซียนและ IAEA อย่างสม่ำเสมอ
6. การจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างยั่งยืน
นโยบายและกรอบการทำงาน: มีร่างนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจน
กระบวนการจัดการ: มีการแบ่งประเภทของกากตามระดับความแรงรังสี และมีระบบการจัดการที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดแยก บำบัด ปรับสภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บ
แนวคิดการจัดเก็บแบบปลอดภัย: สถานที่ทิ้งกากจะถูกออกแบบด้วย “แนวคิดปราการหลายชั้น (Multi-barrier concept)” ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบกาก ภาชนะบรรจุ วัสดุอุด และชั้นหินธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้สารรังสีรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมและมนุษย์
7. การสื่อสารและการสร้างการยอมรับของสังคม
ความท้าทายหลัก: การดำเนินการเกี่ยวกับ SMR จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชน
ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร: ต้องเลิกการสื่อสารแบบทางเดียว (บนลงล่าง) หรือการใช้คำศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนเกินไป และหันมาใช้วิธีสื่อสารที่โปร่งใส เข้าใจง่าย ทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อคลายข้อกังวลและสร้างความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
บทความนี้เผยแพร่ เว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/19hDwrmpLr/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

