“ก้าวต่อไปของเทคโนโลยีนิวเคลียร์โลก มองผ่านปรากฏการณ์ SMR Fleet สู่การเตรียมความพร้อมของไทย”

                    ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มีภารกิจสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยให้ทัดเทียมสากล

                     เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวสารความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวงการพลังงานนิวเคลียร์โลกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ปส. จึงขอนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งบทวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้มีนัยสำคัญอย่างไรต่อทิศทางพลังงานโลก และการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
                     ส่วนที่ 1: บริบทสถานการณ์ระดับโลก – การจับมือของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่
                     เพื่อความเข้าใจถึงที่มาของบทความนี้ เราต้องมองย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2026 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อ 4 องค์กรชั้นนำระดับโลก ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อร่วมกันพัฒนาโอกาสทางการตลาดและการลงทุนของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) รุ่น BWRX-300 ในตลาดยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และสหราชอาณาจักร
                     ความน่าสนใจของข่าวนี้คือ การผนึกกำลังที่ไม่ได้มองแค่การ “ขายเครื่องปฏิกรณ์” แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” โดยดึงความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาประสานกัน ได้แก่:
                     1. GE Vernova Hitachi Nuclear Energy (GVH) (สหรัฐฯ): เจ้าของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ BWRX-300
                     2. Hitachi (ญี่ปุ่น): ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม
                     3. Samsung C&T (เกาหลีใต้): ผู้รับผิดชอบด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้าง (EPC)
                    4. SGE – Synthos Green Energy (โปแลนด์): ผู้พัฒนาโครงการและการขยายตลาดในยุโรป
                  เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการผลักดันแนวคิด “Standardized Fleet Deployment” หรือการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยแบบเดียวกันซ้ำๆ ในหลายพื้นที่
                  รู้จักเทคโนโลยี BWRX-300 และแผนการขยายตัว BWRX-300 เป็น SMR ประเภทเครื่องปฏิกรณ์น้ำเดือด (Boiling Water Reactor – BWR) ขนาด 300 MWe มีจุดเด่นคือการเป็น Direct Cycle ที่ทำให้น้ำเดือดเป็นไอน้ำส่งไปปั่นกังหันโดยตรง และใช้ระบบหมุนเวียนน้ำตามธรรมชาติ (Natural Circulation) ลดการพึ่งพาปั๊มขนาดใหญ่
                  ปัจจุบันมีแผนการก่อสร้างขนาดใหญ่รองรับแล้ว เช่น:
                  • สหราชอาณาจักร: SGE เสนอสร้าง 14 เครื่อง ใน 3 พื้นที่ (กำลังผลิตรวม 4.2 GW หรือ 4,200 MW) ซึ่งอาจรองรับความต้องการไฟฟ้าได้ถึง 11% ของประเทศ โดยตั้งเป้าเครื่องแรกในปี 2034
                  • โปแลนด์: มีการอนุมัติหลักการ (Decision in Principle) สำหรับ BWRX-300 ถึง 26 เครื่อง เท่ากับ 7,800 MW โดยระยะแรกมุ่งเน้นที่ 14 เครื่อง ตั้งเป้าเครื่องแรกปี 2032
•
                  ส่วนที่ 2: บทวิเคราะห์จาก ปส. – ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?
                  จากข้อมูลสถานการณ์ข้างต้น ในมุมมองของ ปส. ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใน 2 มิติหลัก:
                  1. จาก “โรงไฟฟ้าเดี่ยว” สู่แนวคิด “Standardized Fleet” (FOAK สู่ NOAK) ในอดีต การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักสร้างแยกเป็นโครงการเดี่ยวๆ (First-of-a-kind: FOAK) ซึ่งมีความท้าทายเรื่องระยะเวลาและต้นทุนที่มักบานปลาย แต่การใช้แบบมาตรฐานเดียวกันสร้างซ้ำๆ เป็นชุด (Fleet Model) จะช่วยลดงานที่ต้องทำใหม่ ทั้งด้านการออกแบบ (Engineering) การขอใบอนุญาต (Licensing) และการก่อสร้าง นอกจากนี้ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังสามารถผลิตชิ้นส่วนมาตรฐานซ้ำๆ ได้แบบอุตสาหกรรม (Nth-of-a-kind: NOAK) นี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐศาสตร์ของ SMR เป็นจริงได้ในเชิงพาณิชย์
                 2. ความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ในมิติของการกำกับดูแล เทคโนโลยี BWRX-300 ได้รับการออกแบบให้มีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety เช่น Isolation Condenser System (ICS) ซึ่งใช้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (แรงโน้มถ่วง และการหมุนเวียนของน้ำ) มาช่วยระบายความร้อนจากเครื่องปฏิกรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาปั๊มน้ำหรือไฟฟ้าภายนอกในกรณีฉุกเฉิน การออกแบบที่เล็กลงและเรียบง่ายขึ้นนี้ สอดคล้องกับหลักการความปลอดภัยยุคใหม่ที่มุ่งลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์และอุปกรณ์
                ส่วนที่ 3: การเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
แม้ประเทศไทยมีการตัดสินใจก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน แผน PDP ปัจจุบัน สอดคล้องกับสภาวะที่โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
                SMR จึงเป็นเทคโนโลยีทางเลือกที่ไม่อาจมองข้าม ความเคลื่อนไหวในยุโรปครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า SMR กำลังก้าวสู่การเป็น “ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์” อย่างเต็มตัว
                สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ดังนี้:
                1. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย: ปส. ได้เตรียมพร้อมและพัฒนากรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework) ให้รองรับเทคโนโลยี SMR โดยเฉพาะการศึกษาแนวทางการประเมินความปลอดภัยแบบมาตรฐาน (Generic Design Assessment) ซึ่งหากมีการใช้แบบมาตรฐาน (Fleet Model) การพิจารณาออกใบอนุญาตจะมีความรัดกุมและเป็นระบบมากขึ้น โดยอ้างอิงมาตรฐานสูงสุดจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
                2. การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง: เทคโนโลยีเชิงรับ (Passive Safety) ต้องการความเชี่ยวชาญรูปแบบใหม่ ปส. มุ่งเน้นการส่งเสริมบุคลากรให้มีความรู้เท่าทันวิศวกรรมการออกแบบนิวเคลียร์ยุคใหม่ในการกำกับดูแล และมีการเสนอมติเป็นนโยบายผ่านคณะคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์ ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อรองรับในเรื่องดังกล่าว
                3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือสากล: ปส. แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยกับประเทศผู้นำเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อถอดบทเรียนจากโครงการจริง (เช่น โครงการ Darlington ในแคนาดา หรือการประเมิน GDA ในสหราชอาณาจักร)
                สรุป การแข่งขันของ SMR ในยุโรปวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ว่า “ใครมีเทคโนโลยีดีที่สุด” แต่อยู่ที่ว่า “ใครสามารถสร้างระบบนิเวศและขยายผลเชิงพาณิชย์ (Commercial Fleet) ได้จริง”
                สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า เราจะทำหน้าที่ “ผู้เฝ้าระวังและผู้กำกับดูแล” อย่างเข้มแข็ง ติดตามเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างใกล้ชิดบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมทางกฎระเบียบและองค์ความรู้ ก้าวทันพลวัตของโลกอย่างยั่งยืน ด้วยการกำกับดูแลที่มุ่งความปลอดภัยของประเทศและประชาชนเป็นสิ่งที่ที่สำคัญที่สุด
                ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University …https://www.facebook.com/share/p/1EHTFPB9dx/?mibextid=wwXIfr
               นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
               บทความนี้เผยแพร่ เว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/16ENUrJQge6/?mibextid=wwXIfr




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content