“การยกระดับแนวกำแพงกันสึนามิ 28 เมตร” กรณีศึกษาด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ

                 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการติดตามและถอดบทเรียนด้านมาตรการความปลอดภัยระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

                วันนี้ ปส. ขอนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรับมือภัยธรรมชาติขั้นรุนแรงของประเทศญี่ปุ่น ผ่านการออกแบบ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ (Hamaoka Nuclear Power Station) ในจังหวัดชิซูโอกะ
               โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ (รอยเลื่อน Nankai Trough) เป็นพิเศษ ภายหลังบทเรียนจากเหตุการณ์ฟุกุชิมะในปี ค.ศ. 2011 ทางผู้ให้บริการ (บริษัท Chubu Electric) และหน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่น ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
              จากการประเมินความเสี่ยงใหม่ สู่การยกระดับแนวกำแพงป้องกัน
              หนึ่งในมาตรการเชิงโครงสร้างที่โดดเด่นที่สุดคือ การก่อสร้างกำแพงป้องกันสึนามิ (Sea Wall) บริเวณชายฝั่งหน้าโรงไฟฟ้า ความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร
              เดิมทีกำแพงนี้ถูกออกแบบไว้ที่ความสูง 22 เมตร แต่จากการปรับปรุงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการประเมินสึนามิรูปแบบใหม่ (Standard Tsunami) ได้มีการคำนวณระดับน้ำสูงสุดไว้ที่ประมาณ T.P.+25.2 เมตร
             (หมายเหตุทางวิศวกรรม: T.P. หรือ Tokyo Peil คือระบบอ้างอิงระดับน้ำทะเลปานกลางของญี่ปุ่น การระบุว่า T.P.+25.2 เมตร จึงหมายถึงระดับความสูงที่วัดจากระดับน้ำทะเลอ้างอิงขึ้นไป 25.2 เมตร)
             เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดใหม่นี้ ทางโรงไฟฟ้าจึงได้ทบทวนการออกแบบและดำเนินการเพิ่มความสูงของกำแพงป้องกันจาก T.P.+22 เมตร เป็น T.P.+28 เมตร พร้อมทั้งเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างอย่างเต็มรูปแบบ
             หลักการเผื่อความปลอดภัย (Safety Margin): 28 เมตร ไม่ใช่ความสูงของคลื่น
             ในมุมมองของการกำกับดูแลความปลอดภัย มีประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ ระดับ T.P.+28 เมตร ไม่ใช่ การคาดการณ์ว่าคลื่นสึนามิจะมีความสูง 28 เมตร
              การประเมินทางวิทยาศาสตร์คาดการณ์ระดับคลื่นไว้ที่ 25.2 เมตร แต่การออกแบบให้กำแพงสูงถึง 28 เมตรนั้น เป็นการเพิ่ม “ระยะเผื่อด้านความปลอดภัย” (Safety Margin) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญทางวิศวกรรมนิวเคลียร์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงสร้างจะสามารถรองรับความคลาดเคลื่อนหรือเหตุการณ์ที่อาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้
              หลักการป้องกันแบบซ้อนทับ (Defense in Depth)
              สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขอย้ำว่า มาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่ดี ไม่สามารถพึ่งพากำแพงเพียงชั้นเดียว การประเมินภัยคุกคามภายนอก (External Hazards) เช่น สึนามิ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว ต้องมองทะลุไปถึงสถานการณ์จำลองที่ว่า หากมีน้ำเล็ดลอดข้ามแนวกำแพงมาได้ โรงไฟฟ้าจะรับมืออย่างไร?
              สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปคือ:
              • ความสามารถในการป้องกันน้ำเข้าสู่พื้นที่ตั้งอุปกรณ์สำคัญ (Waterproofing)
              • ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินต้องอยู่ในจุดที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม
              • ระบบหล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์ต้องสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะ
             กรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของหลักการ Defense in Depth ที่แสดงให้เห็นว่า การออกแบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่เป็นพลวัตที่พร้อมจะปรับปรุงและยกระดับมาตรการป้องกันให้รัดกุมยิ่งขึ้นอยู่เสมอ เมื่อมีฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือการประเมินความเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้น
             สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะยังคงถอดบทเรียนและติดตามเทคโนโลยีความปลอดภัยเหล่านี้ เพื่อนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการกำกับดูแลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทยต่อไป
             ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…. https://www.facebook.com/share/p/1D9iq5V2Rx/?mibextid=wwXIfr
              นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
               บทความนี้เผยแพร่ เว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/19jnfrQXJU/?mibextid=wwXIfr




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content