จากรายงานของ Channel NewsAsia (CNA) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 ที่ระบุว่า ประเทศสิงคโปร์กำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ เพื่อเตรียมรับการประเมิน Integrated Nuclear Infrastructure Review (INIR) Phase 1 จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2027 นั้น ถือเป็นความเคลื่อนไหวในภูมิภาคอาเซียนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
ประเด็นสำคัญที่โลกเห็นจากสิงคโปร์คือ การยังไม่ตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เลือกที่จะ “สร้างความพร้อม” ของประเทศก่อน
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย ขอวิเคราะห์และสะท้อนมุมมองต่อก้าวย่างของสิงคโปร์ในแต่ละมิติ ดังนี้
1. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ (National Infrastructure)
สิงคโปร์ตั้งเป้ารับการประเมิน INIR Phase 1 จาก IAEA ในปี 2027
มุมมองและบทวิเคราะห์จาก ปส.:
การดำเนินการของสิงคโปร์สอดคล้องกับแนวทาง “Milestones Approach” ของ IAEA อย่างเคร่งครัด โดย Phase 1 คือจุดเริ่มต้นที่ประเทศต้องทำความเข้าใจถึง “พันธกรณีและข้อผูกพัน” (Commitments) ในการมีโครงการนิวเคลียร์ ทั้งด้านความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)
การที่สิงคโปร์เตรียมตัวรับการประเมิน สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากลตั้งแต่จุดเริ่มต้น ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้นำกรอบการประเมินของ IAEA มาใช้เป็นเข็มทิศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายและการกำกับดูแลของประเทศเช่นกัน
2. การจัดเตรียมองค์กรและหน่วยงาน (Institutional Framework)
ในปี 2026 กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) และ Energy Market Authority (EMA) ได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านนิวเคลียร์เพื่อศึกษาการพัฒนาโครงการ
ขณะที่ EMA และ National Environment Agency (NEA) ได้เปิดรับผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์กว่า 12 ตำแหน่ง ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูง (Advanced Reactor) ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Security)
มุมมองและบทวิเคราะห์จาก ปส.:
การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึง “การแยกบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Independence of Regulatory Body) โดย MTI และ EMA ทำหน้าที่เป็นฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาโครงการ (Promoter) ในขณะที่ NEA ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เช่นเดียวกับประเทศไทยคือ ปส. หรือ OAP (Office of Atoms for Peace)
ในบริบทของประเทศไทย ปส. ทำหน้าที่เทียบเคียงกับ NEA เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูง (เช่น SMRs) ควบคู่ไปกับฝ่ายพัฒนาโครงการ เพราะ “ผู้กำกับดูแลที่เข้มแข็ง ย่อมเป็นหลักประกันความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชน”
3. การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ (Human Resource Development)
สถาบันวิจัย SNRSI ร่วมกับ National University of Singapore (NUS) เตรียมเปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ในปี 2027 โดยตั้งเป้ารับ 30 คนต่อรุ่น และ SNRSI มีแผนเพิ่มจำนวนนักวิจัยจาก 60 คน เป็นมากกว่า 100 คนภายในปี 2030 ครอบคลุมวิทยาศาสตร์เครื่องปฏิกรณ์ ความปลอดภัยทางรังสี และการจัดการกากกัมมันตรังสี
มุมมองและบทวิเคราะห์จาก ปส.:
ปส. ตระหนักดีว่าบุคลากรคือโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุด คือการพัฒนาและเตรียมพร้อมด้านกำลังคน ไม่เพียงแต่เพื่อรองรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า แต่เพื่อสร้าง “Smart Regulator” (ผู้กำกับดูแลที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี) และ “Smart Buyer” (ผู้ซื้อที่สามารถประเมินเทคโนโลยีได้อย่างถี่ถ้วน) ปัจจุบัน ปส. เองก็มีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในไทยเพื่อผลักดันเรื่องดังกล่าวตามมติคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์
4. ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเฝ้าระวังระดับภูมิภาค
ความรู้เหล่านี้นำไปใช้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในภูมิภาค และเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ SNRSI ยังได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูเกาหลี (KAERI)
มุมมองและบทวิเคราะห์จาก ปส.:
อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ไม่มีพรมแดน (Transboundary effects) การสร้างความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้แม้จะไม่มีโรงไฟฟ้าในประเทศก็ตาม ในส่วนนี้ ปส. มีบทบาทหลักในการดำเนินงานเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีแห่งชาติ และเป็นแกนนำในเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกัน
ส่วนการที่ SNRSI ร่วมมือกับประเทศไทยนั้น ถือเป็นก้าวที่น่ายินดีสำหรับวงการวิจัยนิวเคลียร์ของไทย ซึ่ง ปส. พร้อมสนับสนุนในมิติของการกำกับดูแลให้ทุกการศึกษาวิจัยเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
บทสรุปและข้อคิดสำหรับประเทศไทย
ดังที่ Ian Grant ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและกฎระเบียบนิวเคลียร์ให้ความเห็นไว้ว่า “แม้ประเทศจะสามารถพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้ แต่ก็จำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถภายในของตนเอง (Internal Capability) ควบคู่กันไป”
กรณีศึกษาของสิงคโปร์ตอกย้ำจุดยืนที่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ยึดถือมาตลอดว่า สมการของการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ไม่ใช่การเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “จะใช้เทคโนโลยีอะไร” แต่ต้องเริ่มจาก “เรามีความพร้อมแค่ไหน”
นโยบาย → หน่วยงาน → กฎหมายและการกำกับดูแล → บุคลากร → งานวิจัย → ความปลอดภัย → การตัดสินใจ
หน้าที่ของ ปส. คือการเตรียมความพร้อมด้าน “กฎหมายและการกำกับดูแล” (ผ่าน พ.ร.บ. พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และสร้าง “องค์ความรู้” ให้เข้มแข็งที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศชาติจำเป็นต้องมี “คนและระบบกำกับดูแล” ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพื่อประเมินทางเลือกและปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1JMs95kx5q/?mibextid=wwXIfr
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
อ้างอิง: Eugene Chow and Marcel Pereira, Channel NewsAsia, 28 September 2026
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1C5faHKgVc/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

