ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” หรือ Small Modular Reactor (SMR) กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ การพิจารณาเทคโนโลยี SMR ไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่ชื่อบริษัทผู้ออกแบบ กำลังการผลิต หรือระบบความปลอดภัยบนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการนำมาใช้งานได้จริง คือ “ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทาน”
บทความวิเคราะห์ “The Quiet Queue: Why Korean Manufacturers, Not Reactor Designers, Set the Pace of Western SMR Exports” ได้ชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลว่า ความเร็วและมาตรฐานในการส่งออก SMR ของชาติตะวันตก
แต่แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนโดย “ผู้ผลิตและเครือข่ายอุตสาหกรรม” ที่รับผิดชอบการสร้างชิ้นส่วนและก่อสร้างจริง ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด
บทบาทของผู้ผลิตเกาหลีใต้: ฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลัง SMR ชาติตะวันตก
ในขั้นตอนการพิจารณาอนุญาต (Licensing) การเชื่อมโยงระหว่างผู้ออกแบบและผู้ผลิตถือเป็นความเสี่ยงและปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ปัจจุบันบริษัทวิศวกรรมและผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน SMR ของชาติตะวันตกให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การพัฒนาโครงการ งานวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์สำคัญ โดยมีตัวอย่างเครือข่ายอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่:
• Doosan Enerbility — เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตให้กับผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง NuScale, X-energy และ TerraPower
• Hyundai Engineering & Construction (Hyundai E&C) — ร่วมมือและพัฒนาโครงการกับบริษัทอย่าง Westinghouse, Holtec และ TerraPower
• Samsung C&T — มีส่วนร่วมในโครงการของ GE Hitachi Nuclear Energy และ NuScale
• DL E&C — เป็นพันธมิตรกับ X-energy ในการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SMR
สำหรับ ปส. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า การประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานของ SMR จะต้องครอบคลุมถึงการตรวจสอบผู้ผลิต (Vendor Inspection) ว่าผู้รับเหมาและเครือข่ายเหล่านี้สามารถดำเนินงานก่อสร้างและผลิตชิ้นส่วนให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้หรือไม่
คอขวดของอุตสาหกรรม SMR ในมุมมองด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
จุดเด่นของ SMR คือการออกแบบให้เป็นมาตรฐาน
(Standardization) และสามารถผลิตซ้ำจากโรงงานได้ (Factory-built) ทว่าในมิติของการกำกับดูแล การจะผลิตชิ้นส่วนนิวเคลียร์ได้นั้น ต้องผ่านข้อกำหนดที่เข้มงวด ปัจจัยที่เป็นคอขวดของการพัฒนา SMR จึงไม่ได้อยู่ที่แบบก่อสร้าง แต่อยู่ที่องค์ประกอบด้านคุณภาพ ได้แก่:
1. โรงงานและสายการผลิต ที่ต้องรองรับมาตรฐานระดับ Nuclear-grade
2. บุคลากร ที่ต้องมีทักษะเฉพาะทางและผ่านการรับรอง
3. วัตถุดิบและชิ้นส่วน ที่ต้องมีคุณภาพสูงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม
4. ระบบประกันคุณภาพ (Quality Assurance) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำกับดูแล หากเกิดปัญหาต้องสามารถตรวจสอบกลับไปยังแหล่งผลิตได้ทันที
5. ผู้ผลิตที่ผ่านการรับรอง ซึ่งในปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงสุด เช่น ภาชนะความดันเครื่องปฏิกรณ์ (Reactor Pressure Vessel: RPV) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้กระบวนการผลิตเฉพาะทาง หากสายการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งความปลอดภัยและระยะเวลาของโครงการ
พลวัตของจีนและรัสเซีย ในภูมิทัศน์นิวเคลียร์โลก
ในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปส. ได้ประเมินการพัฒนาเทคโนโลยีจากทุกภูมิภาคตามมาตรฐานสากล นอกเหนือจากชาติตะวันตกแล้ว จีนและรัสเซียต่างมีโมเดลการพัฒนา SMR ที่น่าสนใจ:
• จีน: มุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ของตนเอง เช่น รุ่น ACP100 (Linglong One) ซึ่งครอบคลุมทั้งการออกแบบ การผลิต และการก่อสร้างด้วยตนเอง
• รัสเซีย: นำเสนอโครงการแบบเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่ายของ Rosatom ซึ่งเชื่อมโยงทั้งตัวเทคโนโลยี การก่อสร้าง การจัดหาเชื้อเพลิง และการเดินเครื่อง
รูปแบบของทั้งสองประเทศตอกย้ำให้เห็นว่า ความพร้อมในการส่งมอบอุปกรณ์และการบริหารจัดการโครงการตลอดอายุการใช้งาน คือปัจจัยหลักในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่ง ปส. ยึดหลักการประเมินเทคโนโลยีทุกรูปแบบบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) และสถานะความปลอดภัยจริงของโครงการเป็นสำคัญ
บทเรียนและการเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทย
ในบริบทของประเทศไทย หากพิจารณานำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเน้นย้ำว่า “เราไม่สามารถมองเพียงแค่ตัวเครื่องปฏิกรณ์ได้” การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องถูกมองผ่านเลนส์ของการกำกับดูแลความปลอดภัยแบบครบวงจร (Lifecycle Regulation)
คำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ได้แก่:
• เทคโนโลยีนั้นมีเครือข่ายผู้ผลิตและพันธมิตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลหรือไม่?
• ห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นคงเพียงพอที่จะส่งมอบอุปกรณ์ได้ตามข้อกำหนดหรือไม่?
• ผู้พัฒนาและผู้ผลิตมีความพร้อมในการสนับสนุนทางวิศวกรรม การบำรุงรักษา และการจัดการเชื้อเพลิง/กากกัมมันตรังสี ในระยะยาว (ตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า) มากน้อยเพียงใด?
• โอกาสในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมในประเทศ (Localization) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพทางนิวเคลียร์
ท้ายที่สุด การที่เทคโนโลยี SMR จะแปรสภาพจากแบบแปลนที่สมบูรณ์ไปสู่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนคนไทยได้นั้น ต้องอาศัย “ความพร้อมของทั้งระบบ” สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะผู้กำกับดูแล จะยังคงติดตามและเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่จะนำมาใช้ในประเทศ จะต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากลอย่างแท้จริง
บทความนี้เขียนโดย…
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1LWA4ePvLB/?mibextid=wwXIfr
บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1BemvL1C9u/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

