ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเครื่อง Gamma Knife (แกมมาไนฟ์) มาใช้ประโยชน์ในการรักษาคนไข้
“แกมมาไนฟ์” ไม่ใช่มีดสำหรับผ่าตัดอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจจากชื่อ แต่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสูงที่เรียกว่า รังสีศัลยกรรม (Radiosurgery) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยเฉพาะ
เทคโนโลยีนี้ใช้รังสีแกมมาจากวัสดุกัมมันตรังสี โคบอลต์-60 (Cobalt-60) ยิงตรงไปยังตำแหน่งของรอยโรคได้อย่างแม่นยำ
หลักการทำงานของเครื่องคือการปล่อยลำแสงรังสีแกมมาจำนวนหลายร้อยลำแสง พุ่งทะลุผ่านกะโหลกศีรษะไปรวมจุดกันที่เป้าหมายเดียว รังสีแต่ละลำแสงที่วิ่งผ่านสมองส่วนปกติจะมีพลังงานต่ำและไม่ก่อให้เกิดอันตราย
แต่เมื่อลำแสงทั้งหมดไปบรรจบกันที่รอยโรคเป้าหมาย จะเกิดเป็นพลังงานรังสีระดับสูงที่สามารถทำลายเซลล์ที่ผิดปกติหรือหยุดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ทันที
ประโยชน์และข้อดีของ “แกมมาไนฟ์” ที่มีต่อผู้ป่วย เช่น
• ไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ: ผู้ป่วยไม่ต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ไม่มีบาดแผล ช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเลือด การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ
• มีความแม่นยำสูงมาก (High Precision): รังสีจะถูกคำนวณและควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ให้ทำลายเฉพาะเซลล์เป้าหมาย โดยส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อสมองและเส้นประสาทที่สมบูรณ์ซึ่งอยู่รอบข้างน้อยที่สุด
• รักษาโรคในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก: สามารถจัดการกับเนื้องอกหรือความผิดปกติที่อยู่ลึกในกะโหลกศีรษะ หรืออยู่ใกล้บริเวณที่สำคัญมากๆ ซึ่งการผ่าตัดแบบปกติเข้าถึงได้ยากหรือมีความเสี่ยงสูงเกินไป
• ระยะเวลาฟื้นตัวรวดเร็ว: กระบวนการรักษาทำได้รวดเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน หรือในบางกรณีสามารถทำเป็นผู้ป่วยนอกและกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ทำให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เร็วขึ้น
สำหรับกลุ่มโรคที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วย “แกมมาไนฟ์” มีดังนี้
• เนื้องอกในสมอง ทั้งชนิดที่เป็นเนื้อดี เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยิน หรือเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น
• ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (AVM) ช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดที่ผิดปกติหนาตัวขึ้นและตีบตันไปในที่สุด ป้องกันความเสี่ยงหลอดเลือดแตกในอนาคต
• ความผิดปกติของการทำงานของสมอง เช่น โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal Neuralgia) หรืออาการสั่นจากโรคพาร์กินสันบางชนิด
“แกมมาไนฟ์” ถือเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคทางสมองได้อย่างมหาศาล และด้วยการที่เทคโนโลยีนี้อาศัยแหล่งกำเนิดวัสดุกัมมันตรังสีพลังงานสูง
สำหรับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นหน่วยงานระดับชาติ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความปลอดภัย ตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้ง การจัดเก็บ และควบคุมระดับรังสีอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษาภายใต้ความปลอดภัยระดับสากล ตามมาตรฐาน IAEA ซึ่งเป็นการทำศัลยกรรมรังสีสำหรับรักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยการใช้รังสีแกมมาจากวัสดุกัมมันตรังสีโคบอล์ต-60 (Co-60) เพื่อใช้ในการรักษา
ปัจจุบันในประเทศไทยมีเครื่อง “แกมมาไนฟ์” จำนวน 2 เครื่อง เครื่องแรกอยู่ที่บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ส่วนเครื่องที่สองเป็นของบริษัทเฮลธ์แคร์ เทอราพิวดิกส์จำกัด ซึ่งติดตั้งที่ รพ. วิภาวดี เมื่อปี 2568 และมีการใช้งานตามปกติ
สำหรับเครื่อง “แกมมาไนฟ์” ของบริษัทเฮลธ์แคร์ เทอราพิวดิกส์จำกัด ที่ติดตั้ง ณ รพ. วิภาวดี นั้น ถือเป็นหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งขอรับอนุญาต และได้รับใบอนุญาตฯ เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2568 เครื่องดังกล่าวใช้วัสดุกัมมันตรังสีโคบอล์ต-60 (Co-60) จำนวน 192 เม็ด มีปริมาณรังสี 5416.4 คูรี ซึ่งจัดเป็นวัสดุกัมมันตรังสีประเภทที่ 1 ที่มีความเป็นอันตรายสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการความมั่นคงทางรังสีขั้นสูงสุดเช่นกัน
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบระดับชาติ และนานาชาติ มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีอย่างเข้มงวด โดยการพิจารณาการประเมิน และการออกใบอนุญาตฯ รวมถึงติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ให้มีความปลอดภัยมีคุณภาพมาตรฐานที่ดี ปส. พิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและทางเทคนิค รวมถึงการปฏิบัติณสถานที่จริงอย่างละเอียด ดังนี้
1. ข้อมูลนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO)
2. แผนการป้องกันอันตรายจากรังสี
3. แผนดำเนินการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสี
4. แผนดำเนินการกรณีเลิกใช้วัสดุกัมมันตรังสี
นอกจากนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี ยังมีหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจความปลอดภัยทางรังสีอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ดังนี้
1. ตรวจสอบเอกสารข้อมูลต่างๆ เช่น ใบอนุญาตฯ, เจ้าหน้าที่ RSO, ผลการได้รับรังสีของผู้ปฏิบัติงาน, รายงานระดับรังสีขณะไม่ใช้งานรังสีและขณะใช้งานรังสี รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ที่หน่วยงานใช้วัดระดับรังสี
2. ตรวจสอบความปลอดภัยของห้องที่ติดตั้ง หรือห้องที่จัดเก็บวัสดุกัมมันตรังสี
3. ตรวจสอบรายละเอียดของวัสดุกัมมันตรังสีว่าตรงตามที่ระบุในใบอนุญาตฯ หรือไม่
4. ตรวจสอบความมั่นคงของวัสดุกัมมันตรังสี
ทุกๆ ท่านจะเห็นว่าขั้นตอนการอนุญาตและการกำกับดูแลเป็นไปด้วยความเข้มงวด และตามมาตรฐาน IAEA เพราะเราต้องมั่นใจความปลอดภัยของประชาชน คนไข้และบุคลากรเจ้าหน้าที่ รวมถึงสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญที่สุด ครับ
จากการตรวจสอบความปลอดภัยทางรังสี ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 (โดยมีกำหนดการตรวจสอบครั้งต่อไปในเดือน ก.ค. 2570) ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พบว่า ทั้งความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางรังสีเป็นไปตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. หน่วยงานมีมาตรการความปลอดภัยทางรังสี โดยระดับรังสีโดยรอบสถานที่ติดตั้งเครื่องแกมมาไนฟ์ในขณะใช้งานเครื่อง และไม่มีการใช้งานเครื่อง อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยทางรังสี
2. หน่วยงานมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับวัสดุกัมมันตรังสีที่เพียงพอและเป็นไปตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด
“ไม่ว่าท่านจะเป็นคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ หรือพี่น้องประชาชน มั่นใจได้เลยครับว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์รังสีทุกชิ้นที่นำมาใช้ในบ้านเรา ต้องมี การตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาที่ดีและปลอดภัยครับ”
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสุนันทา สาวิกันย์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พศ. 2569
บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1EZsnPnYEL/
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

