“แนวทางการกำกับดูแลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และ IAEA ต่อการกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉินสำหรับโรงไฟฟ้า SMR”

                   ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ภายใต้มาตรฐาน IAEA มีพันธกิจสูงสุดในการปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากอันตรายทางนิวเคลียร์และรังสี

                    ท่ามกลางความสนใจของทั่วโลกและในประเทศต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)
                    ประเด็นสำคัญที่ ปส. ให้ความสำคัญในการพิจารณาคือ การกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone: EPZ) ว่าจะสามารถปรับลดขนาดลงจากมาตรฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้มากน้อยเพียงใดภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด
                    จากการติดตามและร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างใกล้ชิด ปส. ได้นำข้อเสนอแนะจากรายงาน Technical Basis for the Emergency Planning Zone for Small Modular Reactors (IAEA-TECDOC-2134) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 มาเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลของไทย
                     โครงสร้างเขตวางแผนฉุกเฉินตามเกณฑ์กำกับดูแล
                     ตามหลักการกำกับดูแลความปลอดภัย การกำหนดพื้นที่ฉุกเฉินรอบสถานประกอบการทางนิวเคลียร์แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ซึ่งผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนรองรับที่ชัดเจน ได้แก่:
                     Precautionary Action Zone (PAZ):
                     พื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินมาตรการป้องกันล่วงหน้า (เช่น การอพยพทันที) เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบทางรังสีระดับรุนแรงเฉียบพลัน
                     Urgent Protective Action Planning Zone (UPZ):
                     พื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการป้องกันเร่งด่วน (เช่น การหลบภัยในอาคาร การทานยาไอโอดีน หรือการอพยพตามสถานการณ์) เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับปริมาณรังสีเกินเกณฑ์ที่ ปส. กำหนด
                     จุดยืนของ ปส. ต่อแนวโน้มการลดขนาดพื้นที่ฉุกเฉินของ SMR
                     รายงานการศึกษาของ IAEA ชี้ให้เห็นว่า SMR มีศักยภาพที่จะใช้ระยะวางแผนฉุกเฉินที่สั้นกว่า 15–30 กิโลเมตร (ซึ่งเป็นระยะอ้างอิงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบ LWR) โดยบางกรณีศึกษาประเมินระยะฉุกเฉินไว้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร หรือจำกัดอยู่แค่ในรั้วของโรงไฟฟ้า
                      อย่างไรก็ตาม ปส. ขอยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า การลดขนาดเขตฉุกเฉินไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปเหมารวมสำหรับ SMR ทุกประเภทได้ การอนุมัติขนาดพื้นที่ฉุกเฉินจะพิจารณาเป็นรายกรณี (Case-by-case basis) โดยผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องยื่นผลการวิเคราะห์อันตราย ความเสี่ยง และผลกระทบทางรังสีอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลการประเมินจะต้องครอบคลุมปัจจัยชี้ขาดดังต่อไปนี้:
                      เทคโนโลยีปฏิกรณ์: ชนิดของเชื้อเพลิง สารหล่อเย็น ระบบกักกัน (Containment) และประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ
                      Source Term: การคำนวณปริมาณและองค์ประกอบของสารกัมมันตรังสีสูงสุดที่อาจเล็ดลอดออกมาในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่สุด
                      สภาพแวดล้อมที่ตั้ง: การวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ภูมิประเทศ และลักษณะทางประชากรศาสตร์ของพื้นที่ตั้งในประเทศไทยอย่างละเอียด
                      เกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสี: ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่ ปส. และมาตรฐานสากลกำหนดไว้
                      ข้อกำหนดด้านการประเมินทางวิศวกรรมเพื่อเสนอขออนุมัติเขตฉุกเฉิน
                      ปส. กำหนดให้การประเมินเพื่อกำหนดเขตฉุกเฉินต้องดำเนินการตามขั้นตอนวิศวกรรมความปลอดภัยเชิงประจักษ์ ไม่ใช่การคำนวณระยะทางทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ผู้พัฒนารูปแบบโครงการจะต้องส่งรายงานที่ครอบคลุม 5 ขั้นตอน ได้แก่:
                       1. Hazard Assessment and EPC Determination: ประเมินอันตรายจากเหตุการณ์ฉุกเฉินทั้งปัจจัยภายในและภายนอก (เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม) พร้อมระบุการจัดประเภทความพร้อมด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (Emergency Preparedness Category: EPC)
                       2. Accident Scenario & Source Term: จำลองสถานการณ์อุบัติเหตุวิกฤตและปริมาณสารกัมมันตรังสีที่อาจปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
                       3. Atmospheric Dispersion: ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของไทยในรอบหลายปี เพื่อดูความแปรปรวนของการแพร่กระจายสารกัมมันตรังสี ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกฤดูกาล
                       4. Dose Assessment: คำนวณปริมาณรังสีที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบอาจได้รับ และเปรียบเทียบกับขีดจำกัดความปลอดภัย (Dose Limits) อย่างเคร่งครัด
                        5. EPZ Determination: สรุปความจำเป็นและขนาดของเขตวางแผนฉุกเฉิน พร้อมแผนปฏิบัติการตอบสนองที่ปฏิบัติได้จริงร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและระดับชาติ
                        การเตรียมความพร้อมและการกำกับดูแลในบริบทของประเทศไทย
                        สำหรับการพิจารณาอนุญาตในประเทศไทย ปส. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทการติดตั้ง SMR แบบหลายโมดูล (Multi-module) ในพื้นที่เดียวกัน หรือการสร้าง SMR ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตไฮโดรเจน หรือโรงงานปิโตรเคมี
                       ในกรณีเหล่านี้ ปส. จะบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยผู้ประกอบการจะต้องประเมินผลกระทบข้ามระบบ (Cross-impact assessment) จากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างรอบด้าน
                       ปส. ขอย้ำว่า การที่ผลการคำนวณทางวิศวกรรมระบุว่าระยะเขตฉุกเฉินมีขนาดเล็กมาก ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการเตรียมความพร้อมนอกพื้นที่โรงไฟฟ้า ตราบใดที่ SMR ยังคงมีวัสดุนิวเคลียร์ การเตรียมแผนฉุกเฉินร่วมกับชุมชนและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยยังคงเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย
                       เป้าหมายสูงสุดของ ปส. ไม่ใช่การอนุมัติให้มีเขตฉุกเฉินที่เล็กที่สุดเพื่อความสะดวกในการจัดตั้งโครงการ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า มาตรการทุกขั้นตอนมีความรัดกุมเพียงพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง

บทความนี้เขียนโดย…
                        นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
                        ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1KpemLaqJ3/?mibextid=wwXIfr
                         ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เผยแพร่ในเว็บไซด์ www.oap.go.th และบน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/19T1gRse4c/




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content