เมื่อกล่าวถึงอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima Daiichi ในปี 2011 สาธารณชนมักนึกถึงภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว สึนามิ และการสูญเสียระบบระบายความร้อน แต่ในมุมมองของวิศวกรรมความปลอดภัยและการกำกับดูแลระดับรัฐ สาเหตุรากฐานที่สำคัญไม่แพ้ความล้มเหลวทางกลไก คือ “ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแล”
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้นคือ ระบบกำกับดูแลที่มีอยู่สามารถบังคับให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือกับอุบัติเหตุนอกเหนือความคาดหมาย (Beyond Design Basis) ได้จริงหรือไม่
บทเรียนนี้ทำให้ญี่ปุ่นต้องรื้อระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์ใหม่ทั้งหมด และเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส. หรือ OAP) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติของไทย
หัวใจสำคัญคือ “ความเป็นอิสระ” ของหน่วยงานกำกับดูแล
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดของญี่ปุ่นคือการจัดตั้ง Nuclear Regulation Authority (NRA) ในเดือนกันยายน 2012 โดยแยกบทบาทของ “ผู้ส่งเสริมการใช้พลังงาน” ออกจาก “ผู้กำกับดูแลด้านความปลอดภัย” อย่างเด็ดขาด
หลักการนี้สอดคล้องกับมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และเป็นภารกิจหลักที่ ปส. ยึดถือ หน่วยงานกำกับดูแลต้องไม่มีเป้าหมายผูกมัดอยู่กับความรวดเร็วในการสร้างโรงไฟฟ้าหรือปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้า
ปส. มีอำนาจและอิสระเต็มที่ในการตัดสินใจบนคำถามเดียวคือ “เทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัยเพียงพอต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่?”
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและกลไก Back-fitting บทเรียนจากญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า มาตรฐานความปลอดภัยต้องไม่หยุดนิ่ง NRA ได้ออกข้อกำหนดการกำกับดูแลใหม่ (New Regulatory Requirements) ในปี 2013 ที่เข้มงวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยบังคับให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติขั้นสูงสุด และอุบัติเหตุรุนแรง (Severe Accident)
ที่สำคัญคือการนำหลักการ Back-fitting มาใช้ ซึ่งหมายความว่าแม้โรงไฟฟ้าจะสร้างเสร็จหรือเดินเครื่องไปแล้ว หากมีมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่รัดกุมขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องลงทุนปรับปรุงระบบให้ได้ตามมาตรฐานใหม่ทันที
สำหรับ ปส. การสร้างกรอบกฎหมายที่สามารถยืดหยุ่นและบังคับใช้มาตรการปรับปรุงย้อนหลังลักษณะนี้ได้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยในระยะยาว
เปลี่ยนกรอบความคิดการตรวจสอบ (Inspection)
ระบบการกำกับดูแลยุคใหม่เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการ (Operator) คือ
“ผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อความปลอดภัย ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ”
บทบาทของ ปส. ในฐานะผู้กำกับดูแล (Regulator) จึงไม่ใช่แค่การลงไปตรวจเช็กอุปกรณ์ตามรายการ (Checklist) แต่ต้องเป็นการตรวจสอบเชิงลึกว่า “ระบบบริหารจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) และวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ของผู้ประกอบการ มีประสิทธิภาพพอที่จะควบคุมความเสี่ยงได้จริงหรือไม่”
สิ่งนี้เรียกร้องให้ ปส. ต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญระดับสูง ทัดเทียมหรือเหนือกว่าวิศวกรของผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถประเมินและทักท้วงได้อย่างแม่นยำ
ความหมายต่อบริบทพลังงานนิวเคลียร์ของไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยและหลายชาติในอาเซียนกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กโมดูลาร์ (SMRs) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงขึ้นและตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
โจทย์หลักของประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่ “เราจะสร้าง SMRs ได้เมื่อใด” แต่อยู่ที่ว่า “เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลให้พร้อมก่อนที่เทคโนโลยีจะเข้ามาได้อย่างไร”
ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ไม่ใช่แค่เรื่องของแบบแปลนเตาปฏิกรณ์ แต่เป็นสมการที่ประกอบไปด้วย: Reactor Technology + Regulation + Inspection + Emergency Preparedness + Safety Culture + Competent People
ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในวันนี้ คือหน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับประเทศไทย
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติสามารถนำบทเรียนของ NRA มาปรับใช้ในการออกแบบโครงสร้างกฎหมาย กฎระเบียบทางเทคนิค และแผนการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ประเทศตัดสินใจนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงมาใช้ ระบบการกำกับดูแลของไทยจะมีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ และพร้อมปกป้องความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างแท้จริง
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1DgwCPhNE3/?mibextid=wwXIfr
บทความนี้เผยแพร่ เว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/19jw3j6iTB/
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

