พลวัตพลังงานนิวเคลียร์อาเซียน ถอดบทเรียนฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ สู่ก้าวย่างที่มั่นคงของไทย บทวิเคราะห์โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

                   ⚛️ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 ที่ประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos Jr. แห่งฟิลิปปินส์ เดินทางเยือน Singapore Nuclear Research and Safety Institute (SNRSI) ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของการบูรณาการพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความก้าวหน้าทางวิศวกรรม แต่ต้องอาศัย “วิสัยทัศน์ของผู้นำ” และ “รากฐานด้านความปลอดภัย” เป็นเสาหลัก

                   🏢 ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มองว่าปรากฏการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการวิเคราะห์ทิศทางและบริบทที่แตกต่างกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อนำมาปรับใช้กับก้าวย่างของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
                   ⚡️บริบทที่แตกต่าง สู่เป้าหมายความมั่นคงทางพลังงาน
แม้ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์จะมีความสนใจในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แต่ทั้งสองประเทศมีจุดเริ่มต้นและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
                   🇵🇭ในส่วนของฟิลิปปินส์ ถือเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมอย่าง Bataan Nuclear Power Plant ที่สร้างเสร็จตั้งแต่ยุค 1980 แม้จะไม่เคยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศมีบุคลากรและโครงสร้างความเข้าใจเดิมอยู่บางส่วน ปัจจุบันภายใต้ความกดดันด้านค่าไฟฟ้าที่สูงและความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
                   ผู้นำประเทศจึงเลือกที่จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเปิดเผย โดยมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็กำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลทางกฎหมายให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ดั้งเดิมและเทคโนโลยีขนาดเล็กอย่าง SMR (Small Modular Reactor)
                   🇸🇬ในทางกลับกัน สิงคโปร์ไม่มีนโยบายสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนเกาะในระยะเวลาอันใกล้เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ แต่เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “สร้างคนก่อนสร้างเครื่อง” โดยได้ก่อตั้ง SNRSI ขึ้นตั้งแต่ปี 2014 เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ สิงคโปร์วางตัวเป็นผู้ประเมินและติดตามเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะ SMR เพื่อเตรียมความพร้อมของทรัพยากรบุคคลขั้นสูงสุด หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานหรือเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภูมิภาค
                   📈จุดยืนและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย🇹🇭
                   เมื่อนำบริบทของทั้งสองประเทศมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะพบว่าไทยมีจุดแข็งและแนวทางการพัฒนาที่เป็นเอกเทศ ซึ่งตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาวอย่างรอบด้าน
                   ด้านโครงสร้างการกำกับดูแล ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับสูง ปส. มีประสบการณ์ในการกำกับดูแลความปลอดภัยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยมากว่า 60 ปี นอกจากนี้ ไทยยังมีพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างครบถ้วน ทำให้เรามีกลไกทางกฎหมายที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรัดกุม
                   ด้านแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายและทิศทางเทคโนโลยี ประเทศไทยไม่ได้เร่งรัดการตัดสินใจเพื่อแข่งขันในเชิงสัญลักษณ์ แต่ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยได้บรรจุการศึกษาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไว้ในแผนพลังงานชาติ เพื่อประเมินความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นต่อระบบสายส่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ
ด้านการพัฒนาบุคลากร
                  ไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วน เรามีการผลิตบุคลากรทางวิศวกรรมนิวเคลียร์จากสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง มีการวิจัยเชิงรุกโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งดำเนินงานคู่ขนานไปกับการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยของ ปส. อย่างเป็นระบบ
                  ทิศทางอนาคตภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
                  บทเรียนจากการตื่นตัวของเพื่อนบ้านในอาเซียน ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงภายใต้หลัก 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และความพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)
                  ปส. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่าง SMR เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างการกำกับดูแลของไทยจะสามารถปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ในมาตรฐานสูงสุด นอกจากนี้ การที่ฟิลิปปินส์แสวงหาความร่วมมือกับสิงคโปร์ ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของเครือข่ายระดับภูมิภาค ซึ่ง ปส. ในฐานะกลไกสำคัญของเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM) ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกับประเทศสมาชิก
                   ท้ายที่สุด พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เพียงความท้าทายทางวิศวกรรม แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความโปร่งใสและการยอมรับจากสังคม ปส. จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการสื่อสารความเสี่ยงและการให้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชน เพราะความก้าวหน้าทางพลังงานของชาติ จะต้องก้าวเดินไปพร้อมกับความมั่นใจและความปลอดภัยของคนไทยทุกคน

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1KpbGH5uq4/?mibextid=wwXIfr




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content