นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้ข้อมูลเป็นบทความวิชาการว่า…โรคมะเร็งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสีจากภายนอก การให้ยาเคมีบำบัด และการใช้ยามุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ คือ การรักษามะเร็งด้วยสารเภสัชรังสีแบบมุ่งเป้า หรือ Targeted Radionuclide Therapy ซึ่งเป็นการนำสารกัมมันตรังสีมาใช้ร่วมกับสารนำส่งที่สามารถจับกับเป้าหมายในเซลล์มะเร็ง เพื่อส่งรังสีไปทำลายเซลล์เป้าหมายจากภายในร่างกาย เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษามะเร็งบางชนิด และเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์แม่นยำที่มุ่งให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเหมาะสมกับลักษณะของโรคมากขึ้น [1, 2]
เมื่อกล่าวถึงการรักษาด้วยรังสี ประชาชนมักนึกถึงการฉายรังสีจากเครื่องมือที่อยู่ภายนอกร่างกายไปยังก้อนมะเร็ง แต่การรักษาด้วยสารเภสัชรังสีมีหลักการแตกต่างออกไป เพราะเป็นการให้สารที่มีกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยคุณสมบัติของสารนั้นในการเดินทางไปจับกับเซลล์หรือเนื้อเยื่อเป้าหมาย
สารเภสัชรังสีประกอบด้วยส่วนที่ทำหน้าที่นำส่งไปยังเป้าหมาย และส่วนที่เป็นสารกัมมันตรังสี เมื่อสารไปถึงบริเวณที่ต้องการรักษา รังสีจะทำลายสารพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์มะเร็งเสียหายและตายลงตามกลไกของการรักษา
หลักการนี้แตกต่างจากยามุ่งเป้าทั่วไปที่ออกฤทธิ์ต่อกลไกทางชีววิทยาของเซลล์โดยไม่จำเป็นต้องมีสารกัมมันตรังสี และแตกต่างจากการฉายรังสีจากภายนอกซึ่งใช้เครื่องกำเนิดรังสีส่งรังสีผ่านร่างกายไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษา
แม้การรักษาด้วยสารเภสัชรังสีจะช่วยเพิ่มความจำเพาะในการส่งรังสี แต่ไม่ได้หมายความว่ารังสีจะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น สารอาจสะสมในอวัยวะปกติบางส่วนหรือถูกขับออกจากร่างกายได้ จึงจำเป็นต้องประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการรักษา [1, 3]
การรักษาด้วยไอโอดีน-131 เป็นตัวอย่างที่ใช้มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์บางชนิดที่ยังสามารถจับไอโอดีนได้ เซลล์ไทรอยด์มีคุณสมบัติในการนำไอโอดีนเข้าสู่เซลล์ จึงสามารถนำคุณสมบัตินี้มาใช้ส่งรังสีเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเป้าหมายได้ อย่างไรก็ตาม มะเร็งต่อมไทรอยด์ไม่ได้ทุกรูปแบบที่จะตอบสนองต่อการรักษานี้
สำหรับเนื้องอกระบบประสาทและต่อมไร้ท่อบางชนิด มีการใช้ลูทีเชียม-177 ดอทาเทต (Lutetium-177 DOTATATE) ซึ่งจับกับตัวรับชนิดจำเพาะบนเซลล์เป้าหมาย ช่วยนำรังสีไปทำลายเซลล์ที่มีตัวรับดังกล่าว
ส่วนมะเร็งต่อมลูกหมากบางกลุ่ม สามารถรักษาด้วยลูทีเชียม-177 พีเอสเอ็มเอ (Lutetium-177 PSMA) ซึ่งมุ่งเป้าไปยังโปรตีน PSMA ที่พบมากบนเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากบางชนิด ก่อนการรักษา แพทย์จะประเมินด้วยภาพทางการแพทย์เพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งมีเป้าหมายที่เหมาะสมหรือไม่ รวมถึงพิจารณาประวัติการรักษาและสภาพร่างกายของผู้ป่วย [2, 4]
นอกจากนี้ ยังมีเรเดียม-223 ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบางกลุ่มที่มีการแพร่กระจายไปยังกระดูก และไอโอดีน-131 ไอโอเบนกัวน ซึ่งใช้รักษาเนื้องอกบางชนิดตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติ [2]
ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการใช้สารกัมมันตรังสีเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาด้วยไอโอดีน-131 และมีการพัฒนาการรักษามะเร็งด้วยสารเภสัชรังสีชนิดใหม่ในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม
งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2568 รายงานการศึกษาปริมาณรังสีที่อวัยวะปกติได้รับหลังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจายด้วยลูทีเชียม-177 PSMA จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสองแห่งในประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทยด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์และฟิสิกส์การแพทย์ในการประเมินความปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพการรักษา [4]
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำเสนอ ศักยภาพด้านเภสัชรังสีของประเทศ ซึ่ง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. มีบทบาทสำคัญในการผลิตและสนับสนุนบริการเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยมีการจัดส่งเภสัชรังสีให้แก่โรงพยาบาลประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้นำเสนอผลงาน “OhSeleNoCancer” ของ สทน. ซึ่งเป็นผลงานด้านนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ที่ได้ประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีรังสีร่วมกับนาโนเทคโนโลยี เพื่อศึกษาวิธีการใหม่ในการนำส่งยาต้านมะเร็ง สะท้อนการต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสู่การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม การมีรายงานการรักษาในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าสารเภสัชรังสีทุกชนิดจะมีให้บริการในโรงพยาบาลทุกแห่ง หรือได้รับอนุมัติทะเบียนยาในประเทศไทยแล้ว สถานะทะเบียนยา การนำเข้า การอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมในการให้บริการจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายผลิตภัณฑ์
ประชาชนที่สนใจการรักษาประเภทนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาหรือแพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อประเมินว่าการรักษาเหมาะสมกับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค และสภาพร่างกายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบสิทธิการรักษาและค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ
แม้สารเภสัชรังสีแบบมุ่งเป้าจะเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ แต่การใช้สารกัมมันตรังสีต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม ตั้งแต่การจัดหาและขนส่งสาร การเก็บรักษา การเตรียมสาร การให้สารแก่ผู้ป่วย ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษา
ผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไปตามชนิดของสาร เช่น อาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ การเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือด หรือผลกระทบต่อการทำงานของไตและอวัยวะอื่น แพทย์จึงต้องประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการรักษา และติดตามอาการอย่างเหมาะสม
หลังได้รับสารเภสัชรังสีบางชนิด ผู้ป่วยอาจยังมีสารกัมมันตรังสีอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงอาจต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการเว้นระยะห่างจากผู้อื่น การสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กหรือหญิงตั้งครรภ์ การใช้ห้องน้ำ และการจัดการสิ่งขับถ่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารและปริมาณรังสีที่ได้รับ [3]
การดูแลด้านความปลอดภัยต้องครอบคลุมทั้งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว ประชาชน และสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักการป้องกันรังสีที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ไม่สร้างความกังวลเกินความจำเป็น และไม่ลดทอนความสำคัญของมาตรการความปลอดภัย
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลความปลอดภัยจากการใช้วัสดุกัมมันตรังสีและรังสีตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม [5]
บทบาทดังกล่าวครอบคลุมการกำกับดูแลและอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด การควบคุมความปลอดภัยในการครอบครองและใช้วัสดุกัมมันตรังสี การขนส่ง การป้องกันรังสีสำหรับบุคลากร การจัดการกากกัมมันตรังสี และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ผิดปกติทางรังสี
สำหรับการรักษาด้วยสารเภสัชรังสีที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น การกำกับดูแลควรให้ความสำคัญกับความเหมาะสมของมาตรการป้องกันรังสี การควบคุมการปนเปื้อน การจัดการของเสีย และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยหลังผู้ป่วยได้รับสารกัมมันตรังสี โดยดำเนินการตามข้อกำหนดที่ใช้บังคับกับกิจกรรมและสถานพยาบาลแต่ละประเภท
ขณะเดียวกัน การอนุมัติทะเบียนยา การกำหนดข้อบ่งใช้ และการกำกับมาตรฐานบริการทางการแพทย์เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละด้าน การประสานความร่วมมือระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถานพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุข จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย – นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ในนามประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงแห่งชาติต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ครั้งที่ 70 หรือ 70th IAEA General Conference (IAEA GC70) สะท้อนทิศทางของประเทศไทยในการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ ควบคู่กับการเสริมสร้างความปลอดภัย ความมั่นคงทางนิวเคลียร์ และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอต่อประชาคมนิวเคลียร์โลก คือ การนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ เพื่อยกระดับการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ Rays of Hope Anchor Centre แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างศักยภาพด้านเวชศาสตร์รังสีและการดูแลรักษาโรคมะเร็งในภูมิภาค ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการยกระดับคุณภาพบริการ
หนึ่งในผลงานที่สะท้อนศักยภาพดังกล่าว คือการผลิตสารเภสัชรังสี Samarium-153 EDTMP (Sm-153-EDTMP) ซึ่งใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดจากมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังกระดูก โดย Sm-153 เป็นหนึ่งในไอโซโทปรังสีที่สามารถผลิตจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่เข้าถึงผู้ป่วยได้จริง
การรักษามะเร็งด้วยสารเภสัชรังสีแบบมุ่งเป้ามีศักยภาพที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดในอนาคต แต่การพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่กับการประเมินประสิทธิผล การติดตามผลข้างเคียง การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม
ประเทศไทยควรส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการกำกับดูแล เพื่อให้การนำสารเภสัชรังสีชนิดใหม่มาใช้เป็นไปอย่างมีหลักฐานรองรับ และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ ข้อจำกัด และความปลอดภัย
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
เอกสารอ้างอิง
1. International Atomic Energy Agency (IAEA). Radiopharmaceuticals and Radiopharmaceutical Therapy. ข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์. เว็บไซต์: https://www.iaea.org/
2. National Cancer Institute (NCI). Radiopharmaceutical Therapy Interest Group. ข้อมูลภาพรวมการรักษามะเร็งด้วยสารเภสัชรังสีและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง. เว็บไซต์: https://dctd.cancer.gov/…/radiation…/interest-groups/rpt
3. International Atomic Energy Agency (IAEA). Release of Patients After Radionuclide Therapy: Radiation Protection Considerations. ข้อมูลด้านการป้องกันรังสีสำหรับผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากร และประชาชนหลังการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสี. เว็บไซต์: https://www.iaea.org/…/release-of-patients-after…
4. Pattanawong O, Charoenphun P, Chamroonrat W, et al. Post-Therapeutic Dosimetry of Metastatic Castration-Resistant Prostate Cancer With 177Lu-PSMA: Experiences From Two University-Based Hospitals in Thailand. Asia-Pacific Journal of Clinical Oncology. 2026;22(2):199–206. Published online 21 May 2025. doi:10.1111/ajco.14187. PubMed: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40395199/
5. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม. เว็บไซต์: https://www.oap.go.th/about/law/
Targeted Radionuclide Cancer Therapy: Precision Medical Innovation Directing Radiation to Cancer Cells, and the Role of the Office of Atoms for Peace in Safety Regulation
Dr. Rungrueng Kitphati, Secretary-General of the Office of Atoms for Peace (OAP), Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation (MHESI), provided academic insights highlighting that cancer remains a critical global health challenge affecting populations worldwide. Continuous advances in medical science now offer patients expanded treatment options, including surgery, external beam radiation, chemotherapy, and targeted molecular therapies.
A prominent international innovation gaining momentum is Targeted Radionuclide Therapy (TRT). This technique combines radioactive isotopes with targeting molecules that specifically bind to cancer cell receptors, delivering localized radiation to destroy target cells from within the body. As an integral component of precision medicine, TRT enhances treatment choices for specific cancers, tailoring care to the distinct characteristics of a patient’s disease.
What is Targeted Radionuclide Therapy?
Unlike conventional external beam radiation therapy—where a generator outside the body delivers radiation beams through healthy tissue to hit a target tumor—targeted radionuclide therapy functions internally.
Radiopharmaceuticals consist of a targeting moiety and a radioactive isotope. Once administered, the carrier molecule navigates to and binds with target cells, where the attached isotope emits localized radiation to damage cellular DNA, causing cancer cell death.
This mechanism differs both from standard non-radioactive targeted therapies (which act purely on biological pathways) and external beam radiation. While radiopharmaceuticals increase delivery specificity, radiation is not entirely restricted to cancer cells alone; small amounts may accumulate in normal organs or be excreted from the body. Therefore, a thorough evaluation of benefits versus risks is mandatory before initiating treatment.
Examples of Innovative Radiopharmaceutical Therapies
* Iodine-131 (I-131): A long-established therapy used primarily for certain types of thyroid cancer that retain iodine uptake capability.
* Lutetium-177 DOTATATE (177Lu-DOTATATE): Targets specific somatostatin receptors overexpressed on neuroendocrine tumor cells to deliver localized destructive radiation.
* Lutetium-177 PSMA (177Lu-PSMA): Targets Prostate-Specific Membrane Antigen (PSMA) overexpressed in advanced prostate cancer. Prior to therapy, diagnostic imaging evaluates target expression, patient medical history, and overall physical condition.
* Radium-223 (Ra-223) & Iodine-131 MIBG: Used respectively for prostate cancer with bone metastases and specific neuroendocrine indications according to approved guidelines.
* Actinium-225 (Ac-225): An emerging alpha-emitting isotope offering high localized cellular destruction over a short path length in tissue, currently undergoing clinical trials and active research.
Thailand’s Capabilities in Targeted Radionuclide Therapy
Thailand possesses extensive experience in utilizing radioactive substances for medical applications, particularly with Iodine-131, and continues to expand advanced radiopharmaceutical therapies across equipped medical institutions.
A landmark 2026 study evaluating organ radiation doses in metastatic castration-resistant prostate cancer patients treated with 177Lu-PSMA—conducted across two premier university hospitals (Ramathibodi Hospital and Siriraj Hospital)—underscores the advanced capabilities of Thai nuclear medicine specialists and medical physicists in dosimetry and treatment safety.
Furthermore, Thailand’s Thailand Institute of Nuclear Technology (Public Organization) – TINT plays a key role in producing and distributing nuclear medicine products to approximately 40 hospitals nationwide. Notable national milestones include:
* Samarium-153 EDTMP (Sm-153-EDTMP): Produced via research reactors to alleviate pain from bone metastases, providing accessible palliative care to patients.
* “OhSeleNoCancer”: An award-winning international innovation developed by TINT that integrates radiation technology with nanotechnology for novel targeted anti-cancer drug delivery systems.
Patients interested in radiopharmaceutical therapies are advised to consult their attending oncologists or nuclear medicine physicians to evaluate suitability based on tumor type, disease stage, individual health status, and local regulatory/insurance coverage.
Radiation Safety Standards & Regulations
Given that targeted radiopharmaceuticals involve radioactive materials, strict safety protocols must be enforced across all stages: procurement, transport, storage, preparation, patient administration, and post-treatment follow-up.
Potential side effects—ranging from fatigue and nausea to blood count changes or renal/organ impacts—require pre-treatment screening and post-therapy monitoring. Additionally, because patients retain minor residual radioactivity post-administration, adherence to safety instructions regarding interpersonal distancing, avoiding close contact with children/pregnant women, and managing bodily waste is essential.
The Regulatory Mandate of the Office of Atoms for Peace (OAP)
The Office of Atoms for Peace (OAP) serves as Thailand’s primary nuclear and radiation regulatory authority under the Nuclear Energy for Peace Act B.E. 2559 (2016) and its amendments. OAP’s statutory responsibilities encompass:
* Licensing and regulatory oversight for possessing, using, and transporting radioactive materials.
* Enforcing radiation protection standards for medical personnel, patients, the public, and the environment.
* Radioactive waste management and nuclear/radiation emergency preparedness.
While OAP regulates radiation safety, drug registration and medical treatment indications fall under the Thai Food and Drug Administration (FDA) and health ministries. Close inter-agency collaboration ensures that advanced medical radiation technologies are deployed safely, legally, and effectively.
Thailand on the International Stage
During the 70th IAEA General Conference (IAEA GC70) held in Vienna in September 2026, Dr. Rungrueng Kitphati delivered Thailand’s national statement, reaffirming the nation’s commitment to peaceful nuclear applications, safety, security, and non-proliferation.
Highlighting Thailand’s leadership in nuclear medicine, OAP showcased:
1. Rays of Hope Anchor Centre: Established at Ramathibodi Hospital, Mahidol University—the first in Southeast Asia—serving as a regional hub for radiation oncology, capacity building, and quality improvement.
2. National Radiopharmaceutical Capacity: Strengthening regional access to life-saving nuclear diagnostic and therapeutic modalities.
Through balanced regulatory oversight and scientific advancement, the Office of Atoms for Peace remains committed to ensuring that cutting-edge nuclear medicine delivers maximum therapeutic benefits to patients under the highest international safety standards.
References
1. International Atomic Energy Agency (IAEA). Radiopharmaceuticals and Radiopharmaceutical Therapy.
2. National Cancer Institute (NCI). Radiopharmaceutical Therapy Interest Group.
3. International Atomic Energy Agency (IAEA). Release of Patients After Radionuclide Therapy: Radiation Protection Considerations.
4. Pattanawong O, Charoenphun P, Chamroonrat W, et al. Post-Therapeutic Dosimetry of Metastatic Castration-Resistant Prostate Cancer With 177Lu-PSMA: Experiences From Two University-Based Hospitals in Thailand. Asia-Pacific Journal of Clinical Oncology. 2026;22(2):199–206.
5. Office of Atoms for Peace (OAP). Nuclear Energy for Peace Act B.E. 2559 (2016) and Amendments.
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120





