“SMR Fleet Deployment: จากแนวคิดระดับสากล สู่ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลเพื่อความปลอดภัยและความคุ้มค่าของไทย”![]()
การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยให้ความสนใจ ในฐานะพลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการนำ SMR มาใช้งานจริง ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม แต่คือ “ทำอย่างไรให้โครงการมีความปลอดภัยสูงสุดในระดับสากล ควบคู่กับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว”
รายงาน From Demonstrations to a Fleet: A Quantitative Case for Coordinated SMR Deployment in the European Union (จัดทำโดย Politecnico di Milano ร่วมกับ Clean Air Task Force: CATF, ตุลาคม 2026) ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนา SMR ในรูปแบบ Fleet Deployment หรือการสร้างหลายหน่วยอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนงานร่วมกัน สามารถลดต้นทุนพลังงานต่อหน่วย (LCOE) และเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ยังเป็น โอกาสสำคัญในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลความปลอดภัย (Regulatory Framework) ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นสากล
1. Economies of Multiples: กลไกการลดต้นทุนที่เชื่อมโยงกับการกำกับดูแล
1. Economies of Multiples: กลไกการลดต้นทุนที่เชื่อมโยงกับการกำกับดูแล
โรงไฟฟ้า SMR หน่วยแรก (First-of-a-Kind: FOAK) มักมีต้นทุนสูงเนื่องจากการเตรียมแบบ การทดสอบระบบ และกระบวนการขอใบอนุญาตที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เมื่อมีการพัฒนาหน่วยถัดไป (Nth-of-a-Kind: NOAK) โดยใช้แบบมาตรฐานเดียวกัน จะเกิดการประหยัดจากขนาดและประสบการณ์ (Economies of Multiples)
• ลดการทำงานซ้ำซ้อน: ผู้ผลิตและรับเหมาก่อสร้างสามารถนำบทเรียนจากโครงการแรกมาปรับปรุงประสิทธิภาพ
• การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน: หากก่อสร้างในพื้นที่เดียวกัน การใช้สายส่ง ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนร่วมกัน จะช่วยลดทั้งต้นทุนและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
• มิติการกำกับดูแลโดย ปส.: การใช้ แบบเตาปฏิกรณ์มาตรฐาน (Standardized Design) ช่วยให้ ปส. สามารถพัฒนากระบวนการประเมินความปลอดภัย (Safety Assessment) ที่เป็นมาตรฐานเดียว ลดระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตในหน่วยถัด ๆ ไป โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
2. ตัวเลขสะท้อนความคุ้มค่า: บทเรียนเชิงแบบจำลอง
รายงานของ Politecnico di Milano และ CATF แสดงตัวเลขจากการจำลองสถานการณ์ในบริบทสหภาพยุโรป ดังนี้:
• การขยายกำลังผลิตในพื้นที่เดียว: การเพิ่มกำลังผลิตจาก 400 MWe เป็น 800 MWe สามารถลด LCOE ได้ประมาณ 2–8 ยูโร/MWh และหากขยายเป็น 1,600 MWe จะลดลงได้ถึง 6–12 ยูโร/MWh เมื่อเทียบกับขนาด 400 MWe
• โครงการเดี่ยว VS โครงสร้าง Fleet (6.4 GWe):
• โครงการเดี่ยว (400 MWe): LCOE อยู่ที่ประมาณ 83–133 ยูโร/MWh
• โครงการแบบ Fleet (6.4 GWe): LCOE ลดลงเหลือประมาณ 74–118 ยูโร/MWh (และอาจลดลงเหลือ 63–101 ยูโร/MWh หากได้รับเงื่อนไขเงินทุนที่ผ่อนปรน)
ข้อสังเกตสำหรับประเทศไทย: ตัวเลขกำลังผลิต 5–8 GWe หรือ 6.4 GWe เป็นเพียงแบบจำลองบริบทของยุโรป ไม่ใช่เป้าหมายบังคับของไทย
แต่บทเรียนสำคัญคือ ประเทศไทยต้องศึกษาและกำหนด “ขนาด Fleet ที่เหมาะสม” กับความต้องการไฟฟ้าและข้อจำกัดของประเทศเอง
3. หัวใจของ Fleet Deployment: การวางระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ
การสร้าง SMR แบบ Fleet ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้า แต่คือการวางแผนเชิงระบบที่ ปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขับเคลื่อนร่วมกัน:
1. Standardized Design (แบบมาตรฐาน): ลดภาระการออกแบบใหม่ และช่วยให้กระบวนการอนุมัติ/อนุญาตด้านความปลอดภัยมีมาตรฐานชัดเจน
2. Coordinated Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน): วางแผนจัดซื้ออุปกรณ์ล่วงหน้า ช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจในการลงทุน และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเข้ามามีส่วนร่วม
3. Human Resource Development (การพัฒนาบุคลากร): วางแผนกำลังคนระยะยาว ทั้งฝั่งผู้ดำเนินงาน (Operator) และฝั่งผู้กำกับดูแล (Regulator) ให้มีทักษะพร้อมรับมือเทคโนโลยีใหม่
4. Financial & Risk Management (การบริหารความเสี่ยงและเงินทุน): แผนระยะยาวที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินทุนและระยะเวลาการก่อสร้าง
4. บทบาทของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
4. บทบาทของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
1. การยกระดับกรอบการกำกับดูแลและใบอนุญาต (Regulatory Readiness)
ปส. ต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดทางเทคนิคให้รองรับเทคโนโลยี SMR ซึ่งแตกต่างจากเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่
การพัฒนาแบบ Fleet จะช่วยให้ ปส. สามารถกำหนดเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยของแบบอ้างอิง (Generic Design Assessment) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความคุ้มค่าในการกำกับดูแลโครงการต่อ ๆ ไป
2. การกำกับดูแลการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Domestic Supply Chain & Quality Assurance)
การมีแผน Fleet Deployment ที่ชัดเจนจะส่งสัญญาณให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเตรียมความพร้อม ปส. จะมีบทบาทสำคัญในการวางเกณฑ์การรับรองคุณภาพ (Quality Assurance) และมาตรฐานความปลอดภัยรังสี เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือให้บริการวิศวกรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานนิวเคลียร์สากล
3. การพัฒนาบุคลากรด้านการกำกับดูแลนิวเคลียร์ (Capacity Building)
การวางแผนแบบ Fleet ช่วยให้ ปส. สามารถคาดการณ์ความต้องการเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ (Inspectors) และผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินความปลอดภัยล่วงหน้า ทำให้สามารถจัดทำหลักสูตรอบรม ร่วมมือกับองค์กรสากลอย่าง IAEA และสร้างความต่อเนื่องขององค์ความรู้ในองค์กรอย่างยั่งยืน
4. การสร้างความเชื่อมั่นและการคุ้มครองประชาชน (Public Trust & Safety)
ภารกิจหลักของ ปส. คือการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยจากอันตรายทางรังสีและนิวเคลียร์ การวางแผน Fleet ที่มีโครงสร้างชัดเจน จะช่วยให้ ปส. สามารถจัดทำแผนเตรียมพร้อมและตอบสนองภาวะฉุกเฉินทางรังสี (Emergency Preparedness and Response) ในระดับพื้นที่และระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
5. บทสรุป: ก้าวต่อไปของการวางแผน SMR ในประเทศไทย
แนวคิด Fleet Deployment สอนให้เรามองก้าวข้ามการพัฒนาโครงการเดี่ยว (Stand-alone Project) ไปสู่การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่ประสานกันทุกภาคส่วน โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี วางรากฐานกฎระเบียบที่ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทยจะเป็นไปอย่าง “ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน”
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…
อ้างอิง: Politecnico di Milano, with support from Clean Air Task Force (CATF). (October 2026). From Demonstrations to a Fleet: A Quantitative Case for Coordinated SMR Deployment in the European Union.
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1K2zbb9oqv/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

