เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับรัฐบาลออสเตรียและโปแลนด์ ได้จัดโครงการค่ายฤดูร้อน (Summer Camp) ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ณ รัฐคารินเทีย ประเทศออสเตรีย ให้แก่เยาวชนชาวยูเครนจำนวน 30 คน (อายุ 10-15 ปี) ซึ่งเป็นบุตรหลานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chornobyl, Khmelnytskyi, Rivne, South Ukraine และหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งชาติยูเครน (SNRIU)
โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ IAEA ณ กรุงเวียนนา โดยมีนาย Rafael Mariano Grossi ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA และนาง Beate Meinl-Reisinger รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
นอกจากการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์แล้ว เยาวชนยังได้ร่วมกิจกรรมสันทนาการ กีฬาทางน้ำ และทัศนศึกษา ซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจจากสภาวะความขัดแย้งในประเทศ
โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นกลยุทธ์เชิงลึกภายใต้แผนงานความช่วยเหลือยูเครนแบบครบวงจรของ IAEA (Comprehensive Programme of Assistance to Ukraine) ที่มุ่งเป้าไปที่การรักษามาตรฐาน ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Safety) และ ความมั่นคงปลอดภัย (Nuclear Security) ผ่านการดูแล “สุขภาวะทางจิตใจ (Wellbeing)” ของผู้ปฏิบัติงาน
จากกรณีศึกษานี้ ปส. ขอเสนอทิศทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการมิติด้านสังคมและจิตวิทยาเข้ากับมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศไทย ดังนี้
1. การผนวก “สุขภาวะของผู้ปฏิบัติงาน” เข้าสู่แผนฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ระดับชาติ: รัฐบาลควรปรับปรุงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเพิ่มมาตรการดูแลครอบครัวและบุตรหลานของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า (Frontline Responders) และเจ้าหน้าที่สถานประกอบการ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การมีแผนรองรับครอบครัวที่ชัดเจนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานระงับเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพะวงหลัง
2. การยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัย (Nuclear Safety Culture): การกำกับดูแลความปลอดภัยต้องไม่จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบเครื่องมือหรือเทคโนโลยี แต่ต้องครอบคลุมถึงการประเมินความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของบุคลากร (Fitness for Duty) หน่วยงานรัฐควรสนับสนุนให้สถานประกอบการทางรังสีและนิวเคลียร์ในไทย มีสวัสดิการและระบบให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาแก่เจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบ
3. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมรองรับเทคโนโลยี SMR: ในขณะที่ประเทศไทยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) มาใช้ การวางแผนไม่ควรหยุดแค่เรื่องวิศวกรรม แต่ต้องรวมถึงการออกแบบ “ระบบนิเวศชุมชน” รอบโรงไฟฟ้า ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก โรงเรียน และสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมสำหรับครอบครัวของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง
4. การผลักดันวาระด้านทุนมนุษย์ในเวทีภูมิภาค (ASEANTOM): ในวาระที่ประเทศไทยเตรียมรับตำแหน่งประธานเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งอาเซียน (ASEANTOM) ในปี 2028 ไทยควรหยิบยกประเด็น “Human Factor and Wellbeing in Nuclear Security” ขึ้นเป็นหนึ่งในวาระหลัก เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือบุคลากรทางนิวเคลียร์และครอบครัวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในยามวิกฤต
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/189WmiLEEt/
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

