ข่าวการเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของ Yara บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำจากนอร์เวย์ ณ โรงงานแอมโมเนียในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสามารถดักจับก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 800,000 ตันต่อปี แล้วขนส่งไปอัดกักเก็บใต้พื้นทะเลลึกนอร์เวย์ ถือเป็นก้าวสำคัญและความพยายามที่น่าชื่นชมของภาคอุตสาหกรรมหนักในการลดรอยเท้าคาร์บอน
อย่างไรก็ดี ผมมองว่า… หากพิจารณาในเชิงลึก ปริมาณ CO2 800,000 ตันต่อปี คิดเป็นเพียง 0.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของเนเธอร์แลนด์เท่านั้น ข้อจำกัดสำคัญของเทคโนโลยี CCS ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่กระบวนการกักเก็บ แต่อยู่ที่ “พลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนระบบ CCS” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กินพลังงานสูงมาก (Energy-intensive) หากพลังงานที่นำมาใช้ดักจับคาร์บอนยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ก็จะถูกบั่นทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย
พลังงานนิวเคลียร์: จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่การดักจับคาร์บอนบริสุทธิ์ 100%
ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero-Emission Power) ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็น “พันธมิตรทางเทคโนโลยี” ที่สมบูรณ์แบบของระบบ CCS ใน 3 มิติหลัก:
1. พลังงานความร้อนและความร้อนร่วม (Nuclear Cogeneration): กระบวนการแยกและดักจับ CO2 ต้องใช้พลังงานความร้อนสูงในการสกัดก๊าซ (Desorption) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เช่น SMR (Small Modular Reactor) สามารถจ่ายทั้งพลังงานไฟฟ้าและความร้อนอุณหภูมิสูง (Process Heat) ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและระบบ CCS ได้โดยตรง โดยไม่ก่อให้เกิด CO2 เพิ่มแม้แต่กรัมเดียว
2. ความเสถียรระดับ Base-load (High Capacity Factor): ระบบดักจับคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาดประเภทเดียวที่มีความเสถียรสูงที่สุด (Capacity Factor กว่า 90%) ต่างจากพลังงานหมุนเวียนบางประเภทที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ทำให้ระบบ CCS สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดตลอดปี
3. การผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Pink Hydrogen) เพื่ออุตสาหกรรมเคมี: ในกรณีของโรงงานผลิตแอมโมเนียเช่น Yara ไฮโดรเจนคือวัตถุดิบหลัก หากใช้นิวเคลียร์ในการผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการแยกน้ำด้วยความร้อนสูง (High-Temperature Electrolysis) เราจะได้ “แอมโมเนียสะอาด” ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการดักจับ CO2 ปลายน้ำในปริมาณมหาศาลตั้งแต่แรก
มุ่งสู่ Net Zero อย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สอดประสาน
บทเรียนจากโครงการ CCS ในเนเธอร์แลนด์สะท้อนให้เห็นว่า “การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่มีโซลูชันเดียว (No Single Silver Bullet)” เทคโนโลยี CCS คือเครื่องมือสำคัญในการจัดการคาร์บอนที่เหลืออยู่ แต่การจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนักให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยการผสานพลังงานสะอาดที่ไร้การปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมสนับสนุนการศึกษาวิจัยและกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และนวัตกรรมสะอาดอย่างปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ก้าวต่อไปของเทคโนโลยีรักษ์โลก: ถอดบทเรียน “โรงดักจับคาร์บอน” ผ่านมุมมองการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี
ความสำเร็จของ Yara บริษัทเคมีภัณฑ์จากนอร์เวย์ ที่สามารถเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในเนเธอร์แลนด์ โดยดักจับ CO2 ได้ถึง 800,000 ตันต่อปี ก่อนนำไปอัดประจุเก็บไว้ใต้พื้นทะเลลึกกว่า 2,600 เมตร นับเป็นก้าวสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ในมุมมองของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินลึกและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จำเป็นต้องควบคู่ไปกับ “ระบบการกำกับดูแลความปลอดภัย” ที่รัดกุมและได้มาตรฐานสากล โดยมีมิติที่เกี่ยวข้องดังนี้:
1. การกำกับดูแลวัสดุกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ (NORM) จากการขุดเจาะ
การนำก๊าซ CO2 ไปกักเก็บในชั้นหินใต้พื้นทะเลลึกกว่า 2,600 เมตร ต้องอาศัยกระบวนการขุดเจาะทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน ซึ่งมักนำไปสู่การขุดพบ วัสดุกัมมันตรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Naturally Occurring Radioactive Materials: NORM) ที่สะสมตัวอยู่ในชั้นหิน ปส. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลการจัดการกากกัมมันตรังสีประเภท NORM อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลและส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน
2. การตรวจสอบการรั่วไหลของ CO2 ด้วยเทคนิคทางนิวเคลียร์
ความท้าทายหลักของโครงการกักเก็บคาร์บอนใต้ดินคือ “ความเสี่ยงในการรั่วไหล” กลับสู่ชั้นบรรยากาศหรือแหล่งน้ำ ปส. มีหน้าที่กำกับดูแลการใช้เครื่องมือทางรังสีและเทคนิคทางนิวเคลียร์ เช่น การใช้ไอโซโทป (Isotopic Tracers) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนที่ของ CO2 ใต้ดิน การกำกับดูแลการใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างปลอดภัยจะช่วยสร้างความมั่นใจให้สาธารณชนว่า คาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้จะไม่ส่งผลกระทบย้อนหลังต่อระบบนิเวศ
3. การเตรียมความพร้อมรองรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) สำหรับภาคอุตสาหกรรม
กระบวนการดักจับและแปลงสถานะ CO2 เป็นของเหลว ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อนมหาศาล หากในอนาคตอุตสาหกรรมหนักเลือกใช้ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด มาบูรณาการร่วมกับระบบ CCS เพื่อให้เกิดการลดคาร์บอนอย่างเบ็ดเสร็จ ปส. ในฐานะเรกูเลเตอร์ (Regulator) ได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย ข้อกำหนดในการประเมินสถานที่ตั้ง (Site Evaluation) และการออกใบอนุญาต (Licensing) เพื่อให้มั่นใจว่าการติดตั้ง SMR ในพื้นที่อุตสาหกรรมจะมีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
สรุป: การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง CCS ถือเป็นทิศทางที่โลกกำลังมุ่งไป สำหรับประเทศไทย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพร้อมทำหน้าที่เป็น “เสาหลักด้านความปลอดภัย” ที่คอยกำกับดูแลทุกการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษ์โลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของไทย เป็นไปอย่างยั่งยืนและปลอดภัยต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูล TNN Tech https://www.facebook.com/share/v/19fRjEJR4k/?mibextid=wwXIfr
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1FK7uJwDXM/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

