ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึกพลัง “แผน 14” ดันนิวเคลียร์ปลอดภัย สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง เตรียมไทยรับยุค SMR – เทคโนโลยีสะอาด

                    ปรมาณูเพื่อสันติ เดินหน้าขานรับ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” ชูบทบาทโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และกลไกกำกับดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และรังสี เชื่อมเทคโนโลยีสะอาด–อุตสาหกรรมไฮเทค–การแพทย์ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมเร่งเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี SMR สู่อนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศ

                    วันที่ 30 กันยายน 2569 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางการขับเคลื่อนร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575)
                    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “แผน 14” ต้องเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศไทย และเปลี่ยนการพัฒนาประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรและอาหาร บริการ การแพทย์ การท่องเที่ยว ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
                    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผน 14 ต้องทำงานเป็นระบบเดียวกันและมีเป้าหมายร่วมกัน คือการทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น และทำให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นกลับไปสู่ประชาชนในรูปของรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐต้องปรับตัว ทบทวนภารกิจ ลดความซ้ำซ้อน และเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ท้องถิ่น และประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยแผน 14 ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศ มีเจ้าภาพ มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง
                   ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การพัฒนาประเทศในระยะต่อไปต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยเชื่อมโยงความรู้และความเชี่ยวชาญของคนในแต่ละพื้นที่ให้เกิดเป็นพลังร่วมของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท การศึกษาต้องช่วยให้คนค้นพบความถนัดและพัฒนาให้มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง สามารถต่อยอดองค์ความรู้และสร้างสิ่งใหม่ได้ ขณะเดียวกันต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคนเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก
                   นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวว่า ปส. พร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการสร้างระบบกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน
                   เลขาธิการ ปส. ยังเน้นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับ เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถมีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดย ปส. ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐาน บุคลากร และระบบกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับเทคโนโลยี SMR ได้อย่างเป็นระบบ โดยยึดหลัก “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” และให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี
                   ทั้งนี้ ปส. มีภารกิจสำคัญในการสร้าง “ระบบนิเวศเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีที่ปลอดภัย” ครอบคลุมทั้งภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน โดยเฉพาะการยกระดับระบบกำกับดูแลให้เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในประเทศ ขณะเดียวกันต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย – นวัตกรรม – เศรษฐกิจ – ความเชื่อมั่นของสังคม” เพื่อสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมไฮเทค และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
                   สำหรับ SMR ปส. ได้เดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมายและการกำกับดูแล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานกำกับดูแลและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยในปี 2569 ปส. ได้ประกาศจุดยืนและความพร้อมของประเทศไทยด้านการกำกับดูแล SMR ในเวทีการประชุมใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) สมัยที่ 70 ที่กรุงเวียนนา พร้อมย้ำว่าการเตรียมประเทศเข้าสู่พลังงานนิวเคลียร์แห่งอนาคตต้องดำเนินควบคู่ไปกับระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
                   ก้าวต่อไปของ ปส. จะมุ่งขับเคลื่อน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) ยกระดับระบบกำกับดูแลให้พร้อมรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ SMR และเทคโนโลยีนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ 2) สร้างระบบนิเวศการใช้ประโยชน์นิวเคลียร์และรังสีที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม พลังงาน และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และ 3) เชื่อมโยงความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเป็นระบบ
                   ข่าววนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1EpTwJ6hB1/




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content