การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 ที่ประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos Jr. แห่งฟิลิปปินส์ เดินทางเยือน Singapore Nuclear Research and Safety Institute (SNRSI) ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของการบูรณาการพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความก้าวหน้าทางวิศวกรรม แต่ต้องอาศัย “วิสัยทัศน์ของผู้นำ” และ “รากฐานด้านความปลอดภัย” เป็นเสาหลัก
แม้ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์จะมีความสนใจในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แต่ทั้งสองประเทศมีจุดเริ่มต้นและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ผู้นำประเทศจึงเลือกที่จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเปิดเผย โดยมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็กำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลทางกฎหมายให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ดั้งเดิมและเทคโนโลยีขนาดเล็กอย่าง SMR (Small Modular Reactor)
เมื่อนำบริบทของทั้งสองประเทศมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะพบว่าไทยมีจุดแข็งและแนวทางการพัฒนาที่เป็นเอกเทศ ซึ่งตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาวอย่างรอบด้าน
ด้านโครงสร้างการกำกับดูแล ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับสูง ปส. มีประสบการณ์ในการกำกับดูแลความปลอดภัยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยมากว่า 60 ปี นอกจากนี้ ไทยยังมีพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างครบถ้วน ทำให้เรามีกลไกทางกฎหมายที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรัดกุม
ด้านแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายและทิศทางเทคโนโลยี ประเทศไทยไม่ได้เร่งรัดการตัดสินใจเพื่อแข่งขันในเชิงสัญลักษณ์ แต่ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยได้บรรจุการศึกษาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไว้ในแผนพลังงานชาติ เพื่อประเมินความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นต่อระบบสายส่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ
ด้านการพัฒนาบุคลากร
ไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วน เรามีการผลิตบุคลากรทางวิศวกรรมนิวเคลียร์จากสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง มีการวิจัยเชิงรุกโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งดำเนินงานคู่ขนานไปกับการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยของ ปส. อย่างเป็นระบบ
ทิศทางอนาคตภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
บทเรียนจากการตื่นตัวของเพื่อนบ้านในอาเซียน ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงภายใต้หลัก 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และความพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)
ปส. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่าง SMR เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างการกำกับดูแลของไทยจะสามารถปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ในมาตรฐานสูงสุด นอกจากนี้ การที่ฟิลิปปินส์แสวงหาความร่วมมือกับสิงคโปร์ ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของเครือข่ายระดับภูมิภาค ซึ่ง ปส. ในฐานะกลไกสำคัญของเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM) ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกับประเทศสมาชิก
ท้ายที่สุด พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เพียงความท้าทายทางวิศวกรรม แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความโปร่งใสและการยอมรับจากสังคม ปส. จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการสื่อสารความเสี่ยงและการให้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชน เพราะความก้าวหน้าทางพลังงานของชาติ จะต้องก้าวเดินไปพร้อมกับความมั่นใจและความปลอดภัยของคนไทยทุกคน
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1KpbGH5uq4/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

