ประเด็นที่สร้างความสนใจแก่แวดวงพลังงานทั่วโลก คือวิสัยทัศน์ของ ดร. Tan See Leng รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:
“แม้ในท้ายที่สุดสิงคโปร์อาจตัดสินใจไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และรังสีที่เราสร้างขึ้นในวันนี้ จะไม่มีวันสูญเปล่า และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติในทุกมิติ”
คำกล่าวนี้สะท้อนหลักการสากลที่ว่า “การสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาคน มีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ในตัวเอง (No-Regret Strategy)” เพราะไม่ว่าประเทศจะเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ การมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงจะทำให้ประเทศรู้เท่าทันเทคโนโลยีโลก สามารถประเมินความเสี่ยงข้ามพรมแดน กำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ขอพาทุกท่านร่วมเจาะลึกโมเดลการพัฒนาคนของสิงคโปร์ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อน (ร่าง) แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ต่อไป
“ถอดรหัส 3 เสาหลักการสร้างคนของสิงคโปร์ (Singapore’s Human Capital Blueprint)”
สิงคโปร์เลือกแก้ปัญหาคอขวดด้านบุคลากรโดยไม่ต้องรอให้มีโครงการก่อสร้างจริง แต่ใช้การเชื่อมต่อกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ผ่าน 3 กลไกหลัก:
1. Singapore Nuclear Manpower Development Programme (NMDP): มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ผ่านการส่งไปปฏิบัติงานจริง (Secondment) กับองค์กรนิวเคลียร์ระดับโลก เช่น AtkinsRéalis (ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี CANDU และ SMR จากแคนาดา), CNOS (China National Nuclear Corporation Overseas จากจีน) และ X-energy (ผู้พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ก๊าซอุณหภูมิสูงขั้นสูงจากสหรัฐฯ) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจกระบวนการออกใบอนุญาต (Licensing) การตรวจสอบความปลอดภัย และการบริหารสัญญา EPC
2. Nuclear Manpower Development Programme (Industry) (NMDP-I): สนับสนุนงบประมาณร่วม (Co-funding) ให้ภาคเอกชนในประเทศส่งวิศวกรไปฝึกอบรมในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์สากล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจบริการวิศวกรรมขั้นสูง
3. Singapore Future Energy Fellowship (SFEF): การจัดตั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ ให้คำปรึกษาเชิงนโยบายอย่างเป็นอิสระ และเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมินตามกรอบ IAEA Milestones Approach
“บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศไทย (PDP 2026 Context)”
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งกำลังพิจารณาบรรจุเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เข้าสู่ร่างแผน PDP 2026 ประเทศไทยมีบริบทและโอกาสที่สามารถนำบทเรียนของสิงคโปร์มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
• เปลี่ยนกรอบคิดจากการ “รอความชัดเจน” สู่การ “สร้างฐานความรู้ทันที”: ในอดีต การพัฒนาบุคลากรนิวเคลียร์ของไทยมักถูกผูกติดอยู่กับการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ทำให้เมื่อแผนพลังงานชะลอตัว การสร้างคนจึงสะดุดลง แต่สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การสร้างคนต้องทำล่วงหน้าเสมอ เพราะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์สามารถนำทักษะไปใช้ในงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร และการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางรังสีข้ามพรมแดนได้ทันที
• การเตรียมพร้อมรับ IAEA INIR Mission: ประเทศไทยเคยผ่านการประเมินโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ขั้นที่ 1 (Milestone 1) จาก IAEA มาแล้ว แต่หากจะก้าวไปสู่ขั้นการคัดเลือกเทคโนโลยีและดำเนินโครงการ SMR ตามร่าง PDP 2026 ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับความพร้อมเพื่อรับการประเมินในระยะต่อไป ซึ่งบุคลากรที่มีทักษะตรงตามมาตรฐานสากลคือหัวใจของการประเมินดังกล่าว
• การเชื่อมโยงความร่วมมือแบบพหุภาคี (Diversified Global Partnerships): การที่สิงคโปร์จับมือกับทั้งแคนาดา จีน และสหรัฐฯ พร้อมกัน สะท้อนถึงความเป็นกลางทางเทคโนโลยีและการเปิดกว้าง ประเทศไทยมีสัมพันธ์อันดีกับองค์กรชั้นนำทั่วโลก จึงสามารถใช้แนวทางจับคู่ความร่วมมือกับหลายประเทศเพื่อเรียนรู้ข้อดีของเทคโนโลยี SMR หลากหลายแบบ (Light Water, High-Temperature Gas, Liquid Metal) ได้เช่นกัน
“ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ”
เพื่อสร้างขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการประเมินและตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR อย่างชาญฉลาดและปลอดภัย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการต่อประเทศ ดังนี้:
1. ยุทธศาสตร์จัดตั้ง “โครงการพัฒนาทุนมนุษย์นิวเคลียร์ขั้นสูงแห่งชาติ” (Thailand Nuclear Capability Building Program)
• ปส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอเพื่อขออนุมัติงบประมาณผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ให้ ปส. บูรณาการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อคัดเลือกวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไปฝังตัวฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training & Secondment) ในโครงการก่อสร้างและกำกับดูแล SMR ในต่างประเทศเป็นเวลา 1–2 ปี
2. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ (Nuclear Supply Chain Readiness for Thai Industry)
• ปส. ประสานงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาตรการสนับสนุนและร่วมออกค่าใช้จ่าย (Co-funding) ในการยกระดับมาตรฐานโรงงานและบุคลากรไทย (เช่น การรับรองมาตรฐาน ASME N-Stamp หรือ ISO สำหรับงานนิวเคลียร์) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตในประเทศสามารถรับงานผลิตชิ้นส่วนโมดูลและงานวิศวกรรมระบบได้ในอนาคต
3. ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับการประเมินโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์รอบใหม่ (National Readiness for Next-Stage IAEA INIR Mission)
• ปส. และกระทรวงพลังงาน จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แห่งชาติ 19 ด้านตามแนวทาง IAEA Milestones Approach เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในแผน PDP 2026
4. ยุทธศาสตร์ตั้งคณที่ปรึกษาอิสระด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (National Independent Nuclear Advisory Council)
• ปส. ดำเนินการ ภายใต้มติคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติเพื่อจัดตั้งกลไกที่ปรึกษาอิสระที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ สถาบันการศึกษา (เช่น ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่ประเมินความคุ้มค่า ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ให้ข้อคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาแก่รัฐบาลก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
บทเรียนจากสิงคโปร์ตอกย้ำความจริงสำคัญว่า “การเตรียมคนไม่ได้แปลว่าต้องรีบสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศมีความรู้เพียงพอที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เสียเปรียบ”
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการยกระดับองค์ความรู้ทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย เพื่อให้ทุกการตัดสินใจด้านพลังงานในอนาคตตั้งอยู่บนรากฐานของความปลอดภัย ความโปร่งใส และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
บทความและข้อเสนอเชิงนโยบายโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
บทความนี้เผยแพร่ เว็บไซต์ และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1CEWqjYb3B/
ขอขอบคุณข้อมูลทางวิชาการและแนวคิดด้านการพัฒนากำลังคนจาก Energy Market Authority (EMA) สิงคโปร์, ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA), ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์ (References)
1. Ministry of Trade and Industry (MTI) & Energy Market Authority (EMA), Singapore. (2026, October 26). MTI and EMA Launch Manpower Development Schemes for Nuclear Energy Capability Building. Singapore Government Press Releases & SIEW 2026 Proceedings.
2. International Atomic Energy Agency (IAEA). (2025–2026). Milestones in the Development of a National Infrastructure for Nuclear Power (IAEA Nuclear Energy Series No. NG-G-3.1 Rev. 1) & Guidelines for the IAEA Integrated Nuclear Infrastructure Review (INIR). IAEA, Vienna.
3. OECD Nuclear Energy Agency (NEA). (2025). Building and Sustaining Nuclear Competence: Strategies for Newcomer and Expanding Countries in the Advanced Reactor Era. NEA Report No. 7650, OECD Publishing, Paris.
4. Office of Atoms for Peace (OAP). (2026). National Nuclear Regulatory Framework, Safety Competency Architecture, and Workforce Readiness for Small Modular Reactors (SMRs) under PDP 2026. Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, Thailand.
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

