![]()
ถอดบทเรียนยุทธศาสตร์เกาหลีใต้–สหรัฐฯ ลงทุนนิวเคลียร์ 1 แสนล้านดอลลาร์รับศึก AI: บทวิเคราะห์เชิงลึกและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไทย โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)![]()
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูลประมวลผลสูง (AI Data Center) กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก สนามการแข่งขันทางเทคโนโลยีได้แปรเปลี่ยนเป็น “สนามการแข่งขันด้านพลังงานอย่างแท้จริง” ปริมาณความต้องการไฟฟ้าของระบบประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ ไม่เพียงต้องการพลังงานปริมาณมหาศาล แต่ยังต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพสูง เดินเครื่องได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง (Baseload Power) และเป็นพลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero)
ปรากฏการณ์ความร่วมมือระดับโลกล่าสุดในเดือนกันยายน 2026 ระหว่าง สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และ สหรัฐอเมริกา โดยเกาหลีใต้เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่วนหนึ่งของข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจรวม 350,000 ล้านดอลลาร์) ในโครงการพลังงานขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 8 แห่ง มูลค่าประเมินราว 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในรัฐเท็กซัส อีกราว 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแผนใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำความดันสูง (Pressurized Water Reactor: PWR) รุ่น AP1000 ของบริษัท Westinghouse สหรัฐฯ ร่วมกับการเจรจาใช้เทคโนโลยี APR1400 ของบริษัท KEPCO จากเกาหลีใต้
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะองค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ขอพาทุกท่านร่วมถอดรหัสยุทธศาสตร์ระดับโลกนี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ประเมินทิศทางเชิงเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายรองรับการปรับร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ต่อไป
“ถอดรหัสยุทธศาสตร์ เกาหลีใต้–สหรัฐฯ: เมื่อ “ทุนและเทคโนโลยี” ผสาน “ความต้องการ AI”…”
การตัดสินใจลงทุนข้ามทวีปครั้งประวัติศาสตร์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและนิวเคลียร์เชิงลึกใน 3 มิติสำคัญ:
1. การแก้โจทย์คอขวดพลังงาน AI (Powering the AI Revolution): ศูนย์ประมวลผล AI Data Center ยุคใหม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าระดับหลายกิกะวัตต์ (Gigawatt-scale) ซึ่งพลังงานหมุนเวียนแบบชั่วคราว (Solar/Wind) ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้คงที่ตลอด 24 ชั่วโมงหากปราศจากระบบกักเก็บพลังงานราคาแพง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบัน
2. การก้าวข้ามความท้าทายด้านต้นทุนและการก่อสร้าง (Overcoming Cost & Supply Chain Bottlenecks): แม้นิวเคลียร์จะเป็นพลังงานสะอาดที่คุ้มค่าในระยะยาว แต่งบประมาณก่อสร้างแรกเริ่ม (Upfront Capital) สดๆ สำหรับโรงไฟฟ้า 8 แห่งที่สูงถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เฉลี่ย 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อแห่ง) และระยะเวลาก่อสร้างที่ยาวนาน ถือเป็นความเสี่ยงสูง เกาหลีใต้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ควบคุมงบประมาณและเวลาได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (เช่น โครงการ Barakah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) จึงเข้ามาเติมเต็มทั้ง “ทุนเรือนหุ้น” และ “ศักยภาพทางวิศวกรรม” ให้แก่สหรัฐฯ
3. การพึ่งพากันทางยุทธศาสตร์และการพัฒนาทุนมนุษย์ (Strategic Interdependence): กรณีนี้สะท้อนว่าการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่ได้หมายถึงเพียงการเป็นผู้ซื้อโรงไฟฟ้า แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ภายในประเทศ (Localization) และส่งออกบุคลากร วิศวกร และเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มในต่างแดน
“บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและการนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย (PDP 2026)”
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการประชาพิจารณ์และจัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ซึ่งรับรู้ถึงแรงกดดันจากการเข้ามาของกลุ่มทุน AI Data Center ข้ามชาติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกรุงเทพฯ ปริมาณความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทวีคูณประกอบกับเป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 มอบบทเรียนเชิงโครงสร้างให้แก่ประเทศไทย ดังนี้:
• เปลี่ยนมุมมองนิวเคลียร์จาก “ตัวเลือกพลังงาน” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”: การพิจารณาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) ไม่ควรมองเป็นเพียงการผลิตกระแสไฟฟ้าแข่งกับเชื้อเพลิงอื่น แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไฮเทคระดับโลก (FDI) ซึ่งต้องการไฟฟ้าสีเขียวที่มีเสถียรภาพสูงสุด
• การบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนด้วยเทคโนโลยี SMR: หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ (Large Scale >1,000 MW) เช่น AP1000 หรือ APR1400 มีต้นทุนสูงเกินกว่าที่ระบบการเงินของไทยจะรับไหว เทคโนโลยี SMR (เช่น ขนาด 50–300 MW ต่อโมดูล) จะเป็นทางออกที่ลดเงินลงทุนต่อโครงการ ก่อสร้างได้รวดเร็วแบบโมดูลาร์ และมีความปลอดภัยเชิงรับสูง (Passive Safety Systems)
“ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อประเทศ โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ”
เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้:
1. ยุทธศาสตร์ความพร้อมด้านกฎหมายและการกำกับดูแลความปลอดภัยระดับสากล (SMR Regulatory Framework Readiness)
• ปส. ได้ดำเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และจัดทำกรอบการอนุมัติใบอนุญาตล่วงหน้า (Vendor Design Review) สำหรับเทคโนโลยี SMR โดยอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และ U.S. NRC เพื่อให้ประเมินความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และรัดกุมก่อนเริ่มโครงการจริง
2. ยุทธศาสตร์การกำหนดพื้นที่พลังงานสะอาดเพื่ออุตสาหกรรมดิจิทัล (Clean Energy Zones for AI Data Centers)
• กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และ EEC ร่วมกับ ปส. เร่งศึกษาการจัดตั้งพื้นที่อุตสาหกรรมนำร่องพลังงานสะอาด (Clean Energy Industrial Parks) โดยรวมเทคโนโลยี SMR และพลังงานหมุนเวียนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อจ่ายไฟฟ้าตรงให้แก่กลุ่ม AI Data Center และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ต้องการไฟฟ้าคาร์บอนต่ำตลอด 24 ชั่วโมง
3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนมนุษย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ภายในประเทศ (Nuclear Workforce & Supply Chain Localization)
• ปส. ขับเคลื่อนร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำแผนผลิตวิศวกรและนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในไทย พร้อมออกมาตรการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องกล ระบบเซ็นเซอร์ และวัสดุศาสตร์ของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์
4. ยุทธศาสตร์การสื่อสารและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (Early Public Engagement & Energy Literacy)
• กระทรวงพลังงานและ ปส. ต้องสลัดภาพการสื่อสารแบบเดิม เปลี่ยนเป็นการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก ให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ประชาชนเกี่ยวกับระดับความปลอดภัยของ SMR ยุคใหม่ ข้อดีทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และแผนการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างเปิดเผยและโปร่งใส เพื่อสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน PDP
บทสรุป
บทเรียนการลงทุนแสนล้านดอลลาร์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ในยุค AI ประเทศที่มีพลังงานสะอาดและมั่นคงเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชนะบนเวทีเศรษฐกิจโลก” การเตรียมความพร้อมทางนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างกำกับดูแลความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาดของอาเซียนได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด
บทความและข้อเสนอเชิงนโยบายโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์ (References)
1. Reason / The Wall Street Journal. (2026, September 11). South Korea Will Invest $100 Billion in U.S. Nuclear Sector To Boost AI and Appease Trump.
2. International Atomic Energy Agency (IAEA). (2025–2026). Nuclear Power for Sustainable Development and Energy Security in the AI Era: PRIS Data and High-Density Baseload Analysis.
3. U.S. Nuclear Regulatory Commission (NRC) & Westinghouse Electric Company. (2025–2026). Design Certification and Deployment Economics for AP1000 and Advanced SMR Reactors.
4. Office of Atoms for Peace (OAP), Thailand. (2026). National Regulatory Infrastructure and Safety Roadmap for Small Modular Reactor (SMR) Integration under PDP 2026.
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1CLLoGABEv/
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

