ยุทธศาสตร์ SMR ภายใต้ร่างแผน PDP 2026: โอกาส ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงานไทย โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)![]()
การก้าวเดินของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 นับเป็นความพยายามครั้งที่สามของประเทศในการนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงาน หลังจากที่เราเคยชะลอโครงการไปเมื่อครั้งพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2509 และอีกครั้งจากเหตุการณ์ฟุกุชิมะในปี 2554 ทว่าในครั้งนี้ เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ได้เข้ามาพลิกโฉมบริบทของความเสี่ยง โอกาส และความคุ้มค่าไปอย่างสิ้นเชิง
ภายใต้ร่างแผน PDP 2026 รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา SMR เริ่มต้นจำนวน 2 โรง โดยมีกำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าที่จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2580 พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการขยายสัดส่วนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นไปถึง 9,000 เมกะวัตต์ หรือราวร้อยละ 4-5 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2593
ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยระดับชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ประเมินอย่างมั่นใจว่า โอกาสในการผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จในปัจจุบันนั้น “มีสูงกว่าทุกยุคที่ผ่านมา” เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของโลกที่เปลี่ยนไป
ความสำเร็จของ SMR ในยุคนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเพียงความต้องการไฟฟ้าพื้นฐาน แต่ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วยพลวัตทางเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งล้วนต้องการพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง (Green Baseload) ซึ่งพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมยังไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่หากปราศจากระบบกักเก็บพลังงานขนาดมหึมา SMR จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เติมเต็มช่องว่างนี้ นอกจากนี้ ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่เหมาะสมประมาณ 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล SMR ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid) ในภูมิภาคต่างๆ ของไทยได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เหมือนในอดีต ผสานกับระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ที่สามารถระบายความร้อนได้เองตามธรรมชาติ ขจัดความเสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรง ลดขนาดพื้นที่ก่อสร้าง และร่นรัศมีแผนฉุกเฉินให้เหลือไม่ถึง 1 กิโลเมตร ทำให้ SMR กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยอย่างยิ่ง
เมื่อมองผ่านเลนส์ของการวิเคราะห์ศักยภาพรอบด้าน (SWOT Analysis) เพื่อประเมินความเป็นไปได้และเตรียมความพร้อม สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่า ประเทศไทยมี จุดแข็ง (Strengths) ที่สำคัญคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในอดีต ควบคู่ไปกับความพร้อมของ ปส. เองที่ได้เตรียมการจัดตั้งสถาบันกำกับดูแลเฉพาะทาง และปรับปรุงกฎหมายสถานที่ตั้งให้สอดรับกับมาตรฐานสูงสุดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องเผชิญกับ จุดอ่อน (Weaknesses) ที่ฝังรากลึก นั่นคือความกังวลของภาคประชาชน ซึ่งภาพจำจากอุบัติเหตุในอดีตและช่องว่างทางความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ยังคงเป็นกำแพงสำคัญในการสร้างความยอมรับ (Public Acceptance)
รวมถึงการที่ประเทศไทยว่างเว้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ระดับอุตสาหกรรมมานาน ทำให้เราขาดแคลนกำลังคนเฉพาะทาง ทั้งวิศวกรนิวเคลียร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ
ในขณะเดียวกัน บริบทโลกได้เปิด โอกาส (Opportunities) ครั้งใหญ่ แรงกดดันจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการกีดกันทางการค้าที่ผูกติดกับคาร์บอน (CBAM) และเงื่อนไขการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ บังคับให้ไทยต้องจัดหาพลังงานสะอาดที่พึ่งพาได้ การเปิดกว้างเลือกเทคโนโลยี SMR ในช่วงเวลานี้ ยังเป็นโอกาสทองที่ไทยจะเจรจาเพื่อเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Supply Chain) และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง แต่กระนั้น โครงการนี้ก็ยังมีความเสี่ยงจาก อุปสรรค (Threats) ภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจทำให้การประกาศใช้แผนนโยบายขาดความต่อเนื่อง ซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงความท้าทายด้านกฎเกณฑ์ใหม่ระดับโลกในการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้าแบบหลายโมดูลที่ไทยต้องเร่งสร้างมาตรฐานรองรับ
จากการวิเคราะห์ศักยภาพดังกล่าว เพื่อให้การนำร่างแผน PDP 2026 ไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างมั่นคง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจึงขอเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ประการ ดังนี้
ประการแรก การประกาศนโยบายระดับชาติเพื่อความต่อเนื่อง รัฐบาลควรยกระดับโครงการ SMR ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Commitment) ที่ได้รับการรับรองในระดับรัฐสภา เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความล่าช้าในการผลักดันนโยบายนี้จะส่งผลให้ประเทศสูญเสียโอกาสมหาศาลในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องการความชัดเจนด้านพลังงานสะอาด
ประการที่สอง การสร้างความเข้าใจเชิงรุกที่แยกออกจากการเมือง รัฐบาลต้องคิกออฟกระบวนการสื่อสารสาธารณะทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นตอนการกำหนดพื้นที่ก่อสร้าง การสื่อสารนี้ต้องขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ถึงความแตกต่างระหว่าง SMR กับเทคโนโลยีเก่าอย่างโปร่งใส และต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบกระบวนการทำงานตั้งแต่ก้าวแรก
ประการที่สาม การลงทุนในกลไกกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณล่วงหน้าให้กับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการประเมินเทคโนโลยีล้ำสมัย ควบคู่ไปกับการมอบทุนการศึกษาและทุนวิจัยระยะยาว เพื่อสร้างกองกำลังบุคลากรคุณภาพ ทั้งวิศวกรนิวเคลียร์ นักฟิสิกส์รังสี และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน
ประการสุดท้าย การใช้เงื่อนไขการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ ในกระบวนการคัดเลือกผู้พัฒนาเทคโนโลยี SMR รัฐบาลและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรกำหนดเงื่อนไขให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตชิ้นส่วนที่อยู่นอกเหนือระบบนิวเคลียร์ (Non-nuclear components) ให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของเราให้สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เปลี่ยนสถานะของประเทศไทยจากเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
บทความโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงพลังงานประเทศไทยและ International Atomic Energy Agency (IAEA)
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
https://www.facebook.com/share/p/1CwbGYbTVL/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

