เสาหลักของความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
• เทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจ: มีความพร้อมทั้งเตาปฏิกรณ์รุ่น VVER-1200 และเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก SMR (RITM-200) รวมถึงมีทางเลือกสำหรับโมเดลธุรกิจแบบ EPC และ PPA
• กรอบการกำกับดูแล: มีเส้นทางการพัฒนาระยะเวลา 15 ปี ที่ดำเนินตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA – INSAG-26) และมีการบริหารจัดการใบอนุญาตที่โปร่งใส โดยมี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP) เป็นแกนหลักสำคัญของไทย ในการรับถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการกำกับดูแล และนำมาปรับใช้เป็นมาตรฐานกฎหมายความปลอดภัยภายในประเทศ
• การเตรียมความพร้อมระดับชาติ: มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประเทศไทย
ศักยภาพของ Rosatom และตัวเลือกเทคโนโลยี
• Rosatom เป็นผู้นำระดับโลกที่ครองส่วนแบ่ง 88% ของตลาดโลก และดูแลโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง 28 แห่ง จากทั้งหมด 32 แห่งทั่วโลก (เช่น ในตุรกี จีน อียิปต์ บังกลาเทศ และอินเดีย)
• ผลงานที่ผ่านมาในช่วง 20 ปี สามารถสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์ได้ถึง 19 ยูนิต
• เตาปฏิกรณ์ VVER-1200: มีกำลังการผลิต 1.2 GW ซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้เป็นฐานพลังงานหลัก (Baseload)
• เตาปฏิกรณ์ SMR (RITM-200): เป็นนวัตกรรมเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก 55 MW ที่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 300 MW และผ่านการพิสูจน์แล้วจากประสบการณ์มากกว่า 100 เตาปฏิกรณ์-ปี มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959
ทางเลือกเชิงกลยุทธ์: โรงไฟฟ้า SMR บนบก vs. ลอยน้ำ (FPU)
• โรงไฟฟ้าบนบก (Land-based): ใช้โมเดลธุรกิจ EPC หรือ EPCM เริ่มต้นการผลิตที่ 100MW และขยายได้ถึง 300MW โครงการนี้ต้องการการก่อสร้างเต็มรูปแบบบนพื้นที่ขนาดใหญ่ มีจุดเด่นคือจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานภายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะต้องเข้ามาประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของพื้นที่ตั้งอย่างเข้มงวด
• โรงไฟฟ้าลอยน้ำ (Floating Power Unit – FPU): ใช้โมเดลธุรกิจ PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี) เริ่มต้นที่ 100MW (2 เตาปฏิกรณ์) ต้องการเพียงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อระบบสายส่งที่ชายฝั่ง และหมดกังวลเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงเพราะใช้ระบบสลับเรือกลับไปเติมเชื้อเพลิงที่รัสเซีย (ใช้เวลาสลับไม่ถึง 1 วัน) ทำให้การกำกับดูแลกากกัมมันตรังสีในประเทศลดความซับซ้อนลง
พิมพ์เขียวการพัฒนาโครงการ 15 ปี (ตามมาตรฐาน IAEA และการกำกับดูแลของไทย)
• Stage 1 (ระยะเวลา 2 ปี): เป็นช่วงการสำรวจพื้นที่เบื้องต้นและการศึกษาความเป็นไปได้ โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะร่วมประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ในมิติของความปลอดภัยทางรังสี เพื่อเตรียมความพร้อมในการตัดสินใจอย่างมีหลักการ
• Stage 2 (ระยะเวลา 4 ปี): เป็นช่วงการประกาศใช้กฎหมายนิวเคลียร์และกำหนดข้อกำหนดของใบอนุญาต โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะเป็นหน่วยงานหลักในการยกร่างกฎหมาย ระเบียบ และเกณฑ์ความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกเทคโนโลยีที่ตรงตามมาตรฐานของไทย
• Stage 3 (ระยะเวลา 9 ปี): เป็นช่วงการออกใบอนุญาตสถานที่ตั้ง การทำสัญญาหลัก การก่อสร้าง และการเดินเครื่อง ซึ่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและอนุมัติใบอนุญาตในทุกขั้นตอน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์อย่างปลอดภัย
• ในส่วนของการสำรวจพื้นที่และการประเมินการออกแบบจนนำไปสู่สัญญาหลัก จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 ปี
• กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยจะเป็นแบบวงจรข้อเสนอแนะ (Iterative Feedback Loop) โดยจะส่งข้อมูลกลับไปมาระหว่างผู้ออกแบบและหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ (สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยสูงสุดโดยไม่มีข้อกังขา
ความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
• เวียดนาม: มีความก้าวหน้าด้านกฎหมายและกำลังคน โดยใช้วิธีแยกโครงการชดเชยที่ดินเพื่อแก้ปัญหาการเวนคืน มีเป้าหมายจะสร้างผู้เชี่ยวชาญให้ได้ 4,000 คน ภายในปี 2030 และปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 400 คนไปศึกษาที่รัสเซียตั้งแต่ปี 2017
• เมียนมา: เพิ่งเริ่มต้นการพัฒนาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) และได้ลงนามข้อตกลง G2G ด้านการพัฒนาบุคลากรแล้ว โดยได้โควตาส่งนักศึกษาและบุคลากร 23 คนต่อปี ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัสเซีย
ก้าวต่อไปของประเทศไทย (มุ่งเน้น 4 มิติ)
• ความร่วมมือระดับรัฐ (G2G Alignment): ประเทศไทยควรลงนามข้อตกลงการใช้พลังงานปรมาณูในทางสันติ เพื่อปลดล็อกให้สามารถแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกทางเทคโนโลยีและการกำกับดูแลได้
• การพัฒนาบุคลากร (HRD): ร่วมกันประเมินช่องว่างด้านทักษะ และส่งบุคลากร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ
• เสริมสร้างองค์กรกำกับดูแล (บทบาทเชิงรุกของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ):
• สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP) จะเป็นแกนนำหลักในการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อนำกรอบกฎหมายของ IAEA และแนวปฏิบัติที่ดีของรัสเซีย มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย
• บูรณาการการทำงานร่วมกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) เพื่อให้การกำกับดูแลมิติความปลอดภัย (OAP) และมิติเศรษฐศาสตร์พลังงาน (ERC) สอดรับกันอย่างลงตัว
• มีบทบาทสำคัญในการ สร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน (Public Trust) ด้วยกระบวนการทำงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
• ทางเลือกเชิงกลยุทธ์ (FPU Option): ศึกษาการใช้โมเดลซื้อขายไฟฟ้า PPA จากโรงไฟฟ้าลอยน้ำ เพื่อลดภาระในการลงทุนเริ่มต้นและเพื่อตัดปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงใช้แล้ว
บทสรุปการเป็นพันธมิตร: Rosatom เสนอตัวเป็นพันธมิตรแบบครบวงจร (Turnkey Partner) ที่พร้อมสนับสนุนประเทศไทยและทำงานร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอย่างใกล้ชิดตลอดวงจรชีวิตโครงการกว่า 100 ปี ตั้งแต่เริ่มศึกษาไปจนถึงการเลิกดำเนินการ พร้อมมอบความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวถึง 60-80 ปี ด้วยราคาที่คาดการณ์ได้ตลอดช่วงเวลา 20 ปี ภายใต้กระบวนการกำกับดูแลที่โปร่งใส มั่นคง และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ขอบคุณข้อมูลจาก คณะอนุกรรมาธิการ SMR ภายใต้คณะกรรมาธิการ พลังงาน สมาชิกวุฒิสภา
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1bAaSjDcr3/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

