ถึงแม้ว่าโครงการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ของบริษัท NuScale ในสหรัฐอเมริกาจะประกาศยุติลงอย่างเป็นทางการ
แต่ในมุมมองของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ เรามองว่าประสบการณ์จากโครงการนี้ นับเป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมความพร้อมและวางแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยในอนาคต
ปส. ขอสรุปข้อเท็จจริง วิเคราะห์สาเหตุ และถอดบทเรียนจากความพยายามในการผลักดันเทคโนโลยี SMR เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจระดับชาติ ดังนี้
ปฐมบทและจุดยุติของโครงการ CFPP
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2015 บริษัท NuScale Power ได้ร่วมมือกับ Utah Associated Municipal Power Systems (UAMPS) ริเริ่มโครงการ Carbon Free Power Project (CFPP) ในรัฐไอดาโฮ โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ SMR จำนวน 6 โมดูล โมดูลละ 77 MWe รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 462 MWe
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) และมีความก้าวหน้าเชิงประจักษ์ทั้งในด้านการออกแบบและการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2023 โครงการมีความจำเป็นต้องประกาศยุติลง โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นและความท้าทายในการรวบรวมผู้รับซื้อไฟฟ้า
ความท้าทายด้านต้นทุนและเศรษฐศาสตร์โครงการ
จากข้อมูลการประเมินของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) สำนักงานฯ พบการเปลี่ยนแปลงของประมาณการต้นทุนที่สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อโครงการขนาดใหญ่:
• ต้นทุนการก่อสร้าง: ปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นถึง 75%)
• ราคาไฟฟ้าเป้าหมาย (LCOE): ขยับจาก 58 ดอลลาร์/MWh ขึ้นเป็น 89 ดอลลาร์/MWh ในปี 2023 (ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2022 IEEFA เคยประเมินตามสมมติฐานในขณะนั้นว่าราคาอาจพุ่งไปถึง 90–100 ดอลลาร์/MWh)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น มาจากความผันผวนของราคาวัสดุและต้นทุนทางการเงินในตลาดโลก โดยราคาเหล็กแผ่นขึ้นรูปเพิ่มขึ้น 54% ท่อเหล็กคาร์บอนเพิ่มขึ้น 106% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงประมาณการในขั้นตอนการพัฒนา ยังไม่ใช่ต้นทุนจริงจากการก่อสร้าง
กลไกการสนับสนุนจากรัฐบาล
ความอยู่รอดของเทคโนโลยีใหม่มักต้องพึ่งพานโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ราคาไฟฟ้าเป้าหมายที่ 89 ดอลลาร์/MWh ของ NuScale นั้น เป็นราคาที่คำนวณรวมมาตรการสนับสนุนแล้ว ประกอบด้วย:
1. เงินสนับสนุนตรงจาก DOE ประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ซึ่งช่วยลดต้นทุนลงได้อีกราว 30 ดอลลาร์/MWh
IEEFA ประเมินว่ามูลค่าการสนับสนุนจากภาครัฐรวมแล้วสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่านี่คือเม็ดเงินคาดการณ์ตามแผนงาน ไม่ใช่เงินที่โครงการได้รับจริงทั้งหมดก่อนยุติโครงการ
ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อไฟฟ้า: ปัจจัยชี้ขาด
เทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการเงินลงทุนเริ่มต้น (Capital Cost) สูงมาก โครงการจึงต้องการความชัดเจนของรายได้ระยะยาว แต่ CFPP กลับเผชิญปัญหาในการหาผู้ซื้อไฟฟ้า (Off-takers)
• กุมภาพันธ์ 2022: รวบรวมผู้ซื้อไฟฟ้าได้เพียง 101 MWe
• กุมภาพันธ์ 2023: มีภาระผูกพันการซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 120 MWe ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณ 32% ของเป้าหมายขั้นต่ำ 370 MWe (จากกำลังผลิตรวม 462 MWe)
เมื่อผู้ซื้อไม่ครบตามเป้าหมาย การจัดหาเงินทุน (Financing) และการกระจายความเสี่ยงของโครงการจึงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ความสำเร็จด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแล
ในมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานฯ ให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางวิศวกรรมของ NuScale อย่างมาก ในปี 2023 NuScale ได้รับ การรับรองแบบออกแบบ (Design Certification) รุ่น US600 จากคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (U.S. NRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับสากล
แม้การรับรองแบบจะยังไม่ใช่ใบอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าเทคโนโลยี SMR มีความปลอดภัยและผ่านเกณฑ์มาตรฐานสูงสุดทางวิศวกรรม กระบวนการเตรียมเอกสาร การตรวจสอบความปลอดภัย และการจัดหาอุปกรณ์ ล้วนเป็นมรดกทางความรู้และแนวปฏิบัติที่สำคัญสำหรับโครงการ SMR ทั่วโลก
ข้อเท็จจริงของเทคโนโลยีโรงแรก (FOAK) สู่อนาคต (NOAK)
โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เทคโนโลยีใหม่แห่งแรก หรือ First-of-a-Kind (FOAK) ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับต้นทุนมหาศาลจากการบุกเบิกงานวิศวกรรม การลองผิดลองถูก และการตั้งสายการผลิต
จุดเด่นของ SMR คือการตั้งเป้าไปที่โรงไฟฟ้ารุ่นถัดๆ ไป หรือ Nth-of-a-Kind (NOAK) ที่อาศัยการผลิตแบบโมดูลาร์ในโรงงาน (Factory-built) และการทำซ้ำ (Learning Curve) เพื่อกดต้นทุนให้ต่ำลง อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้จะได้รับการพิสูจน์ก็ต่อเมื่อมีการก่อสร้างจริงและผลิตต่อเนื่องเท่านั้น
บทสรุปและก้าวต่อไปของประเทศไทย
สำหรับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ บทเรียนจาก NuScale มิใช่ข้อพิสูจน์ว่า SMR ล้มเหลว แต่เป็นแผนที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ หากประเทศไทยจะพิจารณานำเทคโนโลยี SMR มาใช้เป็นทางเลือกในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สิ่งที่เราต้องเตรียมการเชิงรุก ได้แก่:
1. การประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ (Lifecycle Cost Analysis): ต้องประเมินโดยคำนึงถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาวัสดุอย่างรอบคอบ
2. โครงสร้างการลงทุนที่เหมาะสม: รัฐและเอกชนต้องมีรูปแบบการลงทุนและกลไกรับประกันความเสี่ยงที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาวที่เชื่อถือได้
3. การเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล: ปส. จะนำกระบวนการพิจารณาด้านความปลอดภัยของ U.S. NRC มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของไทยให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่
4. การพัฒนาบุคลากร: การสร้างรากฐานผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และการกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ปส. จะยังคงติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยี SMR ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งโครงการที่กำลังเดินหน้าและโครงการที่สะดุดลง เพื่อนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์สูงสุดให้แก่ประเทศไทยต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1Co2abMFBV/?mibextid=wwXIfr
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
อ้างอิงข้อมูลการศึกษา:
• NuScale Power: ประกาศยุติโครงการ CFPP (8 พ.ย. 2023) และ Project Cost Estimate (ม.ค. 2023)
• Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA): Small Modular Reactor Update (พ.ย. 2022) และ Eye-popping New Cost Estimates Released for NuScale SMR (ม.ค. 2023)
• U.S. NRC: Carbon Free Power Project – Licensing Activities
บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1EWRs74ZSn/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

