ก้าวประวัติศาสตร์ความร่วมมือ IAEA และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ในการผลักดันการจัดหาเงินทุนเพื่อพลังงานนิวเคลียร์: นัยสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

🤝ก้าวประวัติศาสตร์ความร่วมมือ IAEA และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ในการผลักดันการจัดหาเงินทุนเพื่อพลังงานนิวเคลียร์: นัยสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)
 
                   นับเป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ได้ลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการพัฒนาอย่างปลอดภัย มั่นคง และรับผิดชอบ ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นการกลับมามีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของ WBG ในด้านพลังงานนิวเคลียร์หลังจากหยุดพักไปนานหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีครั้งใหญ่ที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศแห่งอื่นๆ เริ่มดำเนินรอยตาม
                   การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
                   IAEA และ WBG ได้ตกลงที่จะทำงานร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:
1. การสร้างองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ภายใน WBG เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับการให้สินเชื่อหรือจัดหาเงินทุนด้านนิวเคลียร์
2. การสนับสนุนการเดินเครื่องระยะยาว (Long-term Operation) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
3. การเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMRs)
                    แนวโน้มความต้องการไฟฟ้าและบทบาทของนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ประชากรกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้หรือขาดแคลนไฟฟ้าที่เชื่อถือได้
                    พลังงานไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่มีความเสถียรจากนิวเคลียร์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร สาธารณสุข และการผลิต
                    ข้อมูลจากกลุ่มธนาคารโลกระบุว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของความต้องการทั่วโลกภายในปี 2035 เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ การลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า จาก 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน เป็น 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    ข้อมูลจากระบบ Power Reactor Information System (PRIS) ของ IAEA ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2026 ระบุว่า มีเตาปฏิกรณ์ที่กำลังเดินเครื่องอยู่ทั่วโลก 415 เครื่อง มีกำลังการผลิตรวม 379.0 GW(e) ทั้งนี้ IAEA คาดการณ์ในระดับสูง (High case projection) ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าภายในปี 2050 โดยเทคโนโลยี SMR จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขยายตัวครั้งนี้
                    อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ที่สุดสำหรับหลายประเทศในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้คือ “การจัดหาเงินทุน”
                    ความสำเร็จในรอบปีและทิศทางของสถาบันการเงินโลก ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นาย Rafael Mariano Grossi ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA ได้บรรยายสรุปแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ WBG และธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีอื่นๆ โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรของ WBG กว่า 200 คน รวมถึงจัดการประชุมทางเทคนิคเกี่ยวกับการประเมินเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ
                    เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา IAEA ยังได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ กรุงเวียนนา เพื่อขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนายุโรป (EBRD) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และกองทุนโอเปกเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (OPEC Fund) ผู้เชี่ยวชาญได้หารือถึงกลไกการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุน “งานพื้นฐานทางเทคนิค” ที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจลงทุนจริง เช่น การศึกษาความเหมาะสม (Feasibility studies) สำหรับ SMR การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะเริ่มต้น การวางแผนจัดการกากกัมมันตรังสี และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตลอดจนการใช้กลไกการจัดหาเงินทุนที่อิงกับนโยบาย (Policy-based financing) เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศและกฎหมายระดับชาติด้านความปลอดภัยและความมั่นคง
                    ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศโดย ปส. ท่าทีของกลุ่มธนาคารโลก (WBG) และสถาบันการเงินพหุภาคีที่เปิดกว้างต่อพลังงานนิวเคลียร์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศที่กำลังพิจารณาทางเลือกด้านพลังงานสะอาด
                     ✅️สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จึงขอเสนอทิศทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:
• ดึงดูดทุนสนับสนุนเพื่องานพื้นฐานทางเทคนิค (Technical Groundwork Financing): รัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานและ ปส. ควรริเริ่มโครงการความร่วมมือกับสถาบันการเงินอย่าง WBG หรือ ADB เพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินและเทคนิคในการทำ “การศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Studies)” สำหรับการประยุกต์ใช้ SMR ในประเทศไทย รวมถึงการประเมินโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการกากกัมมันตรังสี เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศในระยะเริ่มต้น
• ปรับปรุงกฎหมายผ่านกลไก Policy-based Financing: รัฐควรใช้ประโยชน์จากกลไกการจัดหาเงินทุนที่อิงกับนโยบายของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นทรัพยากรในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย (Legal Framework) และบูรณาการมาตรฐานความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (3S) ของประเทศให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนและสถาบันการเงินใช้ประเมินก่อนอนุมัติโครงการ
• เตรียมความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (Stakeholder Engagement): ความสำเร็จของโครงการพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสังคม ภาครัฐควรใช้โมเดลและทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศในการออกแบบกระบวนการให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนอย่างโปร่งใสตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
                      ท่าทีของสถาบันการเงินระดับโลกที่เปลี่ยนไป สะท้อนให้เห็นว่านิวเคลียร์คือพลังงานสะอาดที่คุ้มค่าต่อการลงทุน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพร้อมรับหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตและแหล่งเงินทุนสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ขอบคุณข้อมูลจาก: Mary Albon, IAEA Office of Public Information and Communication, ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content