อุดรธานี – กระทรวงพลังงาน ผนึกกำลังสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สทน. และ กฟผ. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติติการยกระดับศักยภาพพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ หวังถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เผยไทยจ่ออยู่ในกลุ่มเร่งพัฒนา รับมือวิกฤตพลังงาน ถ่ายโอนสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกันจัดงานสร้างความเข้าใจด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) ให้แก่พลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดร จังหวัดอุดรธานี
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายโกมล บัวเกตุ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานด้านพลังงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัด ให้สามารถสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดจัดกิจกรรมรวม 4 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษโดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางพลังงานของประเทศไทยและบทบาทของเทคโนโลยี SMR” โดยฉายภาพความท้าทายด้านพลังงานของไทยที่ปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงสูง และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 67.5% ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา
นอกจากนี้ โครงสร้างพลังงานในปัจจุบันยังเผชิญความท้าทายจากพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์และลม) ที่มีความไม่แน่นอน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), เทคโนโลยี AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประกอบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เทคโนโลยี SMR จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)
นพ.รุ่งเรือง อธิบายว่า SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง โดยมีจุดเด่นสำคัญ ดังนี้:
– ขนาดและกำลังการผลิต: กำลังการผลิตประมาณ 300 MWe ใช้พื้นที่เพียง 100 ไร่ และมีรัศมีแผนฉุกเฉินน้อยกว่า 1 กิโลเมตร
– ก่อสร้างรวดเร็ว: ใช้เวลาสร้างเพียง 3–4 ปี เนื่องจากชิ้นส่วนถูกประกอบสำเร็จมาจากโรงงาน
– ระบบความปลอดภัยเชิงรุก (Passive Safety System): ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากภายนอกในการระบายความร้อนฉุกเฉิน พร้อมใช้นวัตกรรมเชื้อเพลิงทนความร้อนสูง
– พลังงานมหาศาล: ยูเรเนียม-235 เพียง 1 กิโลกรัม สามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 300,000 kWh/kg
นอกจากผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบแล้ว SMR ยังประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น จ่ายไฟให้ Data Center, ผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen), ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination), จ่ายความร้อนอุณหภูมิสูงให้แก่ภาคอุตสาหกรรมหนัก ตลอดจนการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล หรือตามเกาะต่างๆ
เลขาธิการ ปส. ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ต่างมีแผนพัฒนา SMR ที่ชัดเจนแล้ว ทำให้ประเทศไทยต้องจัดอยู่ใน “กลุ่มเร่งพัฒนา” โดยหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ การกำหนดนโยบายในแผน PDP ให้ชัดเจน, การสื่อสารสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ, การยกระดับกฎหมายกำกับดูแลตามมาตรฐานทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการอย่างโปร่งใส
“เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียน แต่คือการผสมผสานพลังงานสะอาด คาร์บอนต่ำ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต”
นพ.รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้ายว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120





