ก้าวต่อไปของพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคอาเซียน: บทวิเคราะห์แนวโน้มและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในมุมมองของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP)…

                    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังบีบบังคับให้ทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องเร่งทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของตนเองอย่างเร่งด่วน …จากรายงาน Southeast Asia Climate Outlook 2026 Survey Report ซึ่งจัดทำโดยสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนต่อทางเลือกพลังงานสะอาดในอนาคต

                    ในฐานะที่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทยที่มีภารกิจในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี การทำความเข้าใจต่อแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการวางรากฐาน เตรียมความพร้อม และกำหนดทิศทางนโยบายเพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
                    ภูมิทัศน์พลังงานสะอาดอาเซียน: แสงอาทิตย์นำโด่ง แต่นิวเคลียร์เริ่มส่งสัญญาณบวก
                    จากผลสำรวจความคิดเห็นในรายงานดังกล่าว พบว่าในภาพรวมระดับภูมิภาค
                    • ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 65.0 มองว่า พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar energy) เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพสูงสุด
                    • ตามมาด้วยพลังงานน้ำ (Hydropower) ที่ร้อยละ 33.0 พลังงานชีวภาพ (Bioenergy) ที่ร้อยละ 27.4
                    • และพลังงานลม (Wind energy) ที่ร้อยละ 25.8
                   อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจในมิติของการกำกับดูแลคือ พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear energy) แม้จะอยู่ในอันดับรั้งท้ายๆ แต่ก็มีความสนใจ เฉลี่ยในระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 10.8 ในปี 2024 มาอยู่ที่ร้อยละ 11.8 ในปี 2026
                   สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนเริ่มเปิดรับและมองเห็นความเป็นไปได้ในการดึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) มากขึ้น
                   กรณีศึกษา “สิงคโปร์”: ทำไมเกาะเล็กๆ จึงมองนิวเคลียร์เป็นทางออก?
                   ข้อมูลที่โดดเด่นที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ ทัศนคติของประชาชนในประเทศสิงคโปร์ แม้ว่าร้อยละ 74.9 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวสิงคโปร์จะยังคงเลือกพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอันดับหนึ่ง
                   แต่ตัวเลขที่ก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญคือ มีผู้ตอบแบบสอบถามถึง ร้อยละ 31.4 ที่มองว่าพลังงานนิวเคลียร์มีศักยภาพสูงสุด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างมาก และเพิ่มขึ้นถึง 11.1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผลสำรวจในปี 2024
                   บริบทที่ทำให้สิงคโปร์สนใจพลังงานนิวเคลียร์ ประกอบด้วย:
                   1. ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์: พื้นที่จำกัดทำให้การขยายแผงโซลาร์เซลล์มีเพดานจำกัด
                   2. ความมั่นคงทางพลังงาน: ปัจจุบันสิงคโปร์พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องวิกฤต
                   3. เทคโนโลยี SMR: เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ตอบโจทย์ประเทศที่มีพื้นที่น้อยและต้องการความยืดหยุ่นสูง
                   หมายเหตุ: ตัวเลขร้อยละ 31.4 นี้ สะท้อนถึงการประเมิน “ศักยภาพ” ในมุมมองของประชาชน ไม่ใช่การอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าในทันที
บริบทของประเทศไทยบนความท้าทาย
                   สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจชี้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76.9 เทใจให้กับพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะที่มีเพียง ร้อยละ 10.5 ที่มองว่าพลังงานนิวเคลียร์มีศักยภาพสูงสุด ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงมองพลังงานหมุนเวียนดั้งเดิมเป็นทางออกหลัก และอาจยังมีความกังวลหรือขาดข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่
                   บทบาทของ “สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ” ต่อการเตรียมความพร้อมระดับชาติ
                   จากแนวโน้มของประเทศเพื่อนบ้านและทิศทางเทคโนโลยีโลก แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเร็ววันนี้ แต่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำหน้าเทคโนโลยี (Proactive Approach) โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมใน 3 เสาหลัก ดังนี้:
                   1. เสาหลักด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยและกฎหมาย (Regulatory and Legal Framework)
                   ปรับปรุงมาตรฐานให้ทันยุค SMR: เทคโนโลยี SMR มีความแตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ในอดีต ปส. ต้องเตรียมความพร้อมในการร่างข้อกำหนด กฎกระทรวง และเกณฑ์การประเมินความปลอดภัย (Safety Assessment) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
                   การจัดการกากกัมมันตรังสีและวัฏจักรเชื้อเพลิง: ต้องมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนและรัดกุมที่สุดในการจัดเก็บ บำบัด และกำจัดกากกัมมันตรังสีระยะยาว เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อคนรุ่นหลัง
                   การประเมินสถานที่ตั้ง (Site Selection Criteria): กำหนดหลักเกณฑ์ทางธรณีวิทยา อุทกวิทยา และสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดที่สุด หากในอนาคตมีการเสนอพื้นที่ตั้งโครงการ
                   2. เสาหลักด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการและบุคลากร (Technical and Capacity Building)
                   สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ: สนับสนุนและร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการผลิตวิศวกร นักฟิสิกส์รังสี และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ให้มีจำนวนเพียงพอและมีศักยภาพระดับสากล
                   การวิจัยและประเมินเทคโนโลยี: ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตาม ศึกษา และประเมินความก้าวหน้าของเทคโนโลยี SMR รุ่นใหม่ๆ เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid System) ของประเทศไทย
                   3. เสาหลักด้านการสื่อสารสาธารณะและการมีส่วนร่วม (Public Communication and Engagement)
                   ตัวเลขความสนใจที่ร้อยละ 10.5 ในไทย เป็นโจทย์ใหญ่ของ ปส. ในมิติของการสื่อสาร:
                   สร้างความโปร่งใสและให้ความรู้: ต้องลบภาพจำความน่ากลัวในอดีต โดยการสื่อสารข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยแบบเชิงรับ (Passive Safety) ของเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุรุนแรง
                   เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น: การผลักดันเทคโนโลยีใดๆ จะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากการยอมรับจากประชาชน (Public Acceptance) ปส. ต้องเป็นหน่วยงานกลางที่ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง ทั้งในด้านข้อดี โอกาส และความเสี่ยง เพื่อให้สังคมไทยร่วมกันตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและวิทยาศาสตร์
                    บทสรุป
                    รายงาน Southeast Asia Climate Outlook 2026 ไม่ใช่เพียงแค่ชุดข้อมูลสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศในอาเซียนต้องเตรียมตัวรับมือกับจุดเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) การที่สิงคโปร์เริ่มเปิดรับพลังงานนิวเคลียร์ ย้ำเตือนว่าก้าวต่อไปของเทคโนโลยีนี้ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด สำหรับประเทศไทย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพการกำกับดูแลให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และมีมาตรฐานสูงสุด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ปกป้องชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับทุกก้าวย่างของการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศในอนาคต
                    ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1C4SjdfZdQ/?mibextid=wwXIfr
                    บทความนี้เขียนโดย…
                    นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
                    บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1FEMdjr3DZ/?mibextid=wwXIfr




สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

RSS
Facebook
X (Twitter)
YouTube
Skip to content