ในทางการแพทย์ การใช้รังสีและสารกำมันตรังสีแบ่งออกเป็น 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ การตรวจวินิจฉัยค้นหารอยโรค และ การรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง
1. การใช้รังสีเพื่อ “การตรวจวินิจฉัย” (Diagnostic)
การใช้รังสีในขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “ดวงตา” ให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติภายในร่างกายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
• เครื่องเอกซเรย์ (X-ray) และ CT Scan: ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) ทะลุผ่านร่างกายเพื่อสร้างภาพอวัยวะภายใน CT Scan จะให้ภาพที่เป็นมิติและมีความละเอียดสูงกว่าเอกซเรย์ทั่วไป
• เครื่อง PET Scan (Positron Emission Tomography): เป็นเทคโนโลยีทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยแพทย์จะฉีดสารเภสัชรังสี (เช่น น้ำตาลกลูโคสอาบสรังสี) เข้าสู่ร่างกาย เซลล์มะเร็งที่ใช้พลังงานสูงจะดึงน้ำตาลนี้ไปใช้ ทำให้เครื่องสามารถจับภาพและระบุตำแหน่งที่มีความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งที่ซ่อนอยู่ได้อย่างมีประโยชน์
2. การใช้รังสีและนิวเคลียร์เพื่อ “การรักษา” (Therapeutic)
เมื่อพบความผิดปกติ รังสีจะถูกนำมาใช้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือระงับการเจริญเติบโตของเนื้องอก โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติรอบข้างจนเกินไป
• การฉายรังสีระยะไกล (Teletherapy): เป็นการฉายรังสีจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยตรงบริเวณที่เป็นมะเร็ง
• การใส่แร่ (Brachytherapy): การนำสารกัมมันตรังสีขนาดเล็ก (เช่นอิริเดียม-192 หรือ โคบอล์ต-60) ใส่เข้าไปใกล้กับก้อนมะเร็งโดยตรง มักใช้รักษามะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งโพรงจมูก
• การกลืนน้ำแร่ : การให้ผู้ป่วยกลืนน้ำแร่ไอโอดีน-131 (I-131) เพื่อรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ สารนี้จะวิ่งตรงไปทำลายเซลล์ไทรอยด์ที่ผิดปกติโดยเฉพาะ
เครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ
เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ควบคุมทิศทางและปริมาณรังสีได้อย่างแม่นยำสูงสุด:
1. เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น (LINAC – Linear Accelerator): เป็นเครื่องฉายรังสีที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน สามารถปรับแต่งลำรังสีให้มีรูปร่างพอดีกับก้อนมะเร็งแบบ 3 มิติ ช่วยลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง
2. เครื่องมีดรังสีแกมมา (Gamma Knife): ไม่ใช่มีดสำหรับผ่าตัดจริงๆ แต่เป็นเครื่องที่ปล่อยรังสีแกมมาความเข้มข้นสูงหลายร้อยลำแสงไปรวมกันที่จุดเดียว ใช้รักษาเนื้องอกในสมองหรือความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองโดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ
บทบาทของ “สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)”
แม้รังสีจะมีประโยชน์มหาศาล แต่หากใช้ไม่ถูกต้องก็อาจเกิดอันตรายได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส. ) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้กำกับดูแลและคุ้มครองความปลอดภัย” ดังนี้:
• การออกใบอนุญาต: โรงพยาบาลทุกแห่งที่จะมีเครื่องเร่งอนุภาค เช่น Linac Cyclotron และวัสดุกัมมันตรังสี จะต้องผ่านการประเมินและตรวจสอบความปลอดภัยทางรังสี ก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตมีไว้ใช้ และครอบครองฯ ที่ ปส ก่อน ส่วน เครื่องเอกซเรย์, CT Scan, ให้ยื่นขอรับใบอนุญาตฯ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
• ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องมือทางการแพทย์เป็นประจำว่าไม่มีรังสีรั่วไหล ห้องฉายรังสีบุผนังตะกั่วหรือคอนกรีตที่หนาเพียงพอตามมาตรฐานสากล
• คุ้มครองบุคลากรและประชาชน: ดูแลให้แพทย์ พยาบาล และนักรังสีเทคนิค มีอุปกรณ์ป้องกันตัว (เช่น แผ่นตรวจวัดปริมาณรังสีประจำตัว) และมั่นใจได้ว่าประชาชนที่อาศัยอยู่รอบโรงพยาบาลจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากรังสี
• การจัดการกากกัมมันตรังสี: ควบคุมและให้คำแนะนำโรงพยาบาลในการจัดเก็บหรือกำจัดขยะปนเปื้อนรังสี (เช่น เข็มฉีดยาหรือชุดที่เปื้อนสารเภสัชรังสี) อย่างถูกวิธี
การนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีมาใช้ในทางการแพทย์ของประเทศไทย จึงอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการรักษาสูงสุดโดยปราศจากความกังวล
บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ข่าวนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1Ub4ExyQdd/?mibextid=wwXIfr
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เผยแพร่โดย : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม เบอร์โทรศัพท์ภายใน 1110 , 1120

